
คำพิพากษาประวัติศาสตร์
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติจากการปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และใช้อำนาจหน้าที่ในการออก 5 มาตรการเอื้อประโยชน์ธุรกิจเครือชินคอร์ป
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะเป็นนายกฯ ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากหรือได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ ขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน เป็นการดำเนินการตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบความเสียหายที่ก่อให้เกิดแก่รัฐ และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลฎีกาฯ หาใช่เป็นการฟ้องละเมิดที่จะต้องมีการออกคำสั่งทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจของศาลปกครองตัดสิน ทั้งไม่ใช่เป็นการร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง องค์คณะจึงมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่า ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ปัญหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยให้นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา ชินวัตร และนายบรรณพจน์ดามาพงศ์ และแอมเพิลริชถือหุ้นแทนหรือไม่
l ประเด็นวินิจฉัยผู้ถูกกล่าวหาปกปิดอำพรางหุ้นหรือไม่ คดีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นเจ้าของหุ้นหรือไม่ ศาลต้องวินิจฉัยจากพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่ซื้อหุ้นเพิ่มทุน การโอนหุ้น และการขายหุ้น
คุณหญิงพจมาน อ้างการโอนหุ้นชินคอร์ปให้นายบรรณพจน์ ผู้คัดค้านที่ 5 เนื่องในวันครบรอบแต่งงานและครบรอบ 1 ปีของบุตรโดยซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ในชื่อของนางดวงตา วงศ์ภักดี ต่อมาในปี 2542 นายบรรณพจน์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจนมีหุ้น 34 ล้านหุ้น โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเมื่อทวงถามโดยไม่มีดอกเบี้ย จึงเป็นข้อพิรุธว่า นายบรรณพจน์ และนางบุษบา คู่สมรสซึ่งมีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝาก 500 ล้านบาทเศษ แต่ไม่นำเงินมาชำระค่าหุ้น
ที่อ้างว่ามีการจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามค่าหุ้นที่ซื้อขายกันไปแล้วตั้งแต่ปี 2542 แต่เนื่องจากทำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับดังกล่าวหาย และเมื่อคุณหญิงพจมานได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคุณหญิงจึงออกตั๋วสัญญาใหม่โดยใช้คำนำหน้านามว่าคุณหญิง ศาลเห็นว่าเป็นข้ออ้างที่กลับทำให้มีพิรุธ เพราะตั๋วสัญญาใช้เงินในการโอนขายหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ที่ผ่านมามีหลายฉบับแต่กลับหายเฉพาะฉบับนี้ จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่น่ารับฟัง
ส่วนการซื้อหุ้นชินคอร์ปของนายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนางบุษบา ก็ใช้วิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินและไม่ชำระค่าหุ้นครบตามจำนวน และคุณหญิงพจมานก็ไม่เคยเรียกเก็บเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน กระทั่งชินคอร์ปมีการจ่ายเงินปันผลจึงนำเงินมาชำระค่าหุ้น โดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งอ้างว่าได้รับเงินปันผล 6 งวด 97ล้านบาท หลังนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระค่าหุ้นแต่ไม่มีหลักฐานว่าเงินที่เหลือนำไปทำอะไร
ส่วนหุ้นชินคอร์ปในแอมเพิลริช รับฟังได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ก่อตั้งเมื่อปี 2542 โดยโอนหุ้นชินคอร์ปให้แอมเพิลริช จำนวน 32 ล้านหุ้น ราคาพาร์ 10 บาท ต่อมาปี 2543 โอนหุ้นแอมเพิลริชให้นายพานทองแท้ แต่ปรากฏหลักฐานคำเบิกความของนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการคุณหญิงพจมาน ว่า หลังก่อตั้งแอมเพิลริชไม่ได้ดำเนินการกิจการอะไร แต่เบิกความรับว่าบัญชีเงินของแอมเพิลริชที่เปิดกับธนาคารยูบีเอสเอจี สิงคโปร์ มียอดเงินโอนเข้าแต่ไม่รู้ว่าเป็นเงินของใคร
แต่ผู้มีอำนาจเบิกจ่ายคือ ดร.ที ชินวัตร ต่อมาในปี 2546
–2548 แอมเพิลริชได้เงินปันผลจากชินคอร์ปรวม 5 ครั้ง เป็นเงิน 1,000 ล้านบาท และ ดร.ที ชินวัตร คือผู้เบิกจ่ายเพียงคนเดียวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าโอนหุ้นแอมเพิลริชซึ่งเป็นผู้ถือครองหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้แล้วในปี 2543 แต่ผู้มีอำนาจเบิกจ่ายเงินในบัญชีแอมเพิลริชยังเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงผู้เดียว ในช่วงหลังจากอ้างว่ามีการโอนหุ้นให้นายพานทองแท้ในปี 2543 แล้วถึง 4 ปีต่อมา อีกทั้งการโอนหุ้นแอมเพิลริชซึ่งถือครองหุ้นชินคอร์ปถึง 32 ล้านหุ้นให้นายพานทองแท้ โดยคิดราคาเพียง 1 เหรียญสหรัฐ ก็ไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ประเด็นข้อต่อสู้ว่า นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา เป็นเจ้าของแอมเพิลริช จึงถูกกรมสรรพากรเรียกให้เสียภาษี ดังนั้นแอมเพิลริชจึงไม่ใช่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่าการที่กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีก็เป็นไปตามประมวลรัษฎากรมาตรา 61 เกี่ยวกับผู้มีรายได้ เมื่อบุคคลมีชื่อในหนังสือสำคัญถือได้ว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ดังนั้นการเรียกเก็บภาษีจากหุ้นดังกล่าวก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อคัดค้านนี้จึงฟังไม่ขึ้น
ส่วนเมื่อมีการโอนขายหุ้นในช่วงปี 2544 นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ไม่เคยเข้าร่วมประชุมบริษัท แต่มอบฉันทะให้บุคคลอื่นในการบริหาร ทั้งที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเอไอเอส ต่อมายังขยายทำสถานีไอทีวี สายการบินไทยแอร์เอเชีย ขณะที่คณะกรรมการของบริษัท 6 คน มีนายบรรณพจน์เท่านั้นที่ถือหุ้นชินคอร์ปอยู่ และภายหลังจะเปลี่ยนแปลงสัดส่วนบอร์ดเป็น 9 คน ก็มีเพียงนายนิวัติ บุญทรง ที่ถือหุ้นอยู่เพียง 0.0047% เท่านั้น จึงรับฟังได้ว่าอำนาจการบริหารและตัดสินใจมีการกระทำแทนโดยผ่านคณะกรรมการที่ถือหุ้น และฟังไม่ได้ว่านายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป 48% ซึ่งมีอำนาจควบคุมนโยบายการดำเนินกิจการ
ประเด็นวินมาร์คซึ่งถือครองหุ้นเอสซี แอสเสท และบริษัทอสังหาริมทรัพย์อีก 5 บริษัท รับฟังผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์และกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าเป็นการอำพรางหุ้น
องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ยังคงเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่ขายให้กองทุนเทมาเซก 1,419 ล้านหุ้นเศษ ตามคำร้องของอัยการสูงสุดในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ
l ประเด็นเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งโดยมิชอบเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปหรือไม่ กรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นค่าภาษีสรรพสามิต ได้ความจากนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการทีดีอาร์ไอ เบิกความนำเสนอความเห็นว่าจากผลการทำวิจัยว่าการแปรหรือไม่แปรสัญญาสัมปทาน จะต้องได้รับความสมัครใจจากทั้งสองฝ่าย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ต้องไม่ให้เอกชนได้รับผลประโยชน์มากกว่าสัญญาเดิมที่ ครม. มีมติออก พ.ร.ก. 2 ฉบับ ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องกำหนดภาษีสรรพสามิต และ ครม. มีมติให้นำภาษีหักค่าสัมปทานได้นั้นขัดกับหลักการและเหตุผลที่ ครม. ดำเนินการออก พ.ร.ก. ภาษีในครั้งนี้ที่มุ่งประสงค์หารายได้เข้ารัฐ แต่กลับยอมให้เอกชนนำค่าภาษีไปหักค่าสัมปทาน อีกทั้งกิจการโทรคมนาคมเป็นประโยชน์กับประเทศ รัฐควรส่งเสริม ไม่ควรเรียกเก็บภาษี เพราะไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย และเป็นการผลักภาระให้ประชาชน การที่มติ ครม. ให้นำเอาภาษีสรรพสามิตไปหักค่าสัมปทานทำให้ ทศท. ไม่ได้ประโยชน์อะไร
ดังนั้น เห็นว่าการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการทำให้รัฐเสียหาย เอื้อประโยชน์ให้กับชินคอร์ป โดยได้ความจากพยานผู้ร้องว่า การออกนโยบายดังกล่าวทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 6 หมื่นล้านบาทเศษ จึงมีมติเสียงข้างมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจในตำแหน่งเอื้อประโยชน์ทำให้รัฐเสียหาย
l ประเด็นการแก้ไขสัญญาอัตราจัดเก็บภาษีมือถือระบบเติมเงิน หรือพรีเพด ได้ความว่า นอกจากเอไอเอสแล้วยังมีแทคได้รับสัญญาสัมปทานเป็นเวลา 27 ปี แต่แทคต้องจ่ายค่าเชื่อมโยงสัญญาณจาก ทศท. 200 บาทต่อหนึ่งเลขหมาย ต่อมามีระบบพรีเพด ทศท. ปรับลดอัตราภาษีให้กับแทค เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องค่าเชื่อมโยง เป็นเหตุให้เอไอเอสขอลดบ้าง โดยอ้างว่าสัญญาที่เอไอเอสทำกับ ทศทแตกต่างกับแทค โดยจะเห็นได้ว่าเอไอเอสได้ให้บริการพรีเพดตั้งแต่ปี 2541 โดยอ้างว่าเป็นโปรโมชันให้ผู้ใช้บริการ จึงเป็นภาระเอไอเอสที่จะต้องลงทุนปรับระบบ ซึ่งเชื่อว่าเอไอเอสมีกำไรจากระบบพรีเพด เพราะเมื่อครบสัญญาก็ยังขอขยายเวลาอีก 3 ปี ถ้าไม่กำไรคงไม่ขอต่อ การแก้ไขสัญญากับ ทศท จึงเป็นการผิดหลักเกณฑ์ เอไอเอสได้ประโยชน์จากระบบพรีเพด จากเดิมมีเพียง 2.7 แสนคน เป็น17 ล้านคน มีรายได้กว่า 5.8 หมื่นล้านบาทเสียงข้างมากจึงมีมติเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เอไอเอสธุรกิจในเครือชินคอร์ป
l ประเด็นการแก้ไขสัญญาเชื่อมต่อสัญญาณ หรือโรมมิง ได้ความว่า ชินคอร์ปถือหุ้นในเอไอเอสถึง 42.90% เมื่อปี 2533 เอไอเอสได้รับสัญญาสัมปทานโทรศัพท์ 20 ปี ต่อมาปี 2539 ขยายเวลาเป็น 25 ปี และต้องการขยายลูกค้าโดยไม่ลงทุนสร้างเครือข่ายเพิ่ม แต่กลับใช้บริการของดีพีซี ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านโครงข่ายที่เอไอเอสถือหุ้น แล้วมาขอแก้ไขสัญญาโรมมิง โดยอ้างว่า ทศท. ไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ให้เพียงพอรองรับลูกค้าได้ ซึ่ง ทศท. ควรรับผิดชอบ เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้ออ้างของเอไอเอสที่ไม่ลงทุนทางธุรกิจ
การที่เอไอเอสเลือกขยายเครือข่ายโดยใช้บริการดีพีซีของเอไอเอสแทนที่จะก่อสร้างเครือข่ายเพิ่มจึงไม่อาจนำมาอ้างได้ เสียงข้างมากจึงมีมติเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์จากการแก้ไขสัญญา
l ประเด็นเรื่องการส่งดาวเทียมไอพีสตาร์ขึ้นไปเป็นดาวเทียมสำรองให้กับดาวเทียมไทยคม 3 เห็นว่าสัญญาระบุให้การส่งดาวเทียมไทยคม 3 ขึ้นไปนั้น จะต้องมีดาวเทียมสำรองเป็นดาวเทียมไทยคม 4 เพื่อใช้เป็นการสื่อสารภายในประเทศเท่านั้น โดยชินคอร์ปเป็นผู้ได้รับสัมปทานเมื่อวันที่ 31 ก.ย. 2534 แต่ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีมติให้เปลี่ยนแก้ไขไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมไทยคม 4 ก่อนเสนอให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ลงลายมือชื่อขอให้รับรองการประชุมในลักษณะหนังสือเวียน ต่อมา รมว.คมนาคม มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัท ไทยคม ว่า ได้อนุมัติให้ไอพีสตาร์แล้ว เห็นว่าการดำเนินการเรื่องนี้เป็นการดำเนินการลัดขั้นตอน รวบรัด เร่งรีบผิดวิสัย ซึ่งคุณสมบัติของไอพีสตาร์นั้นมีลักษณะเป็นดาวเทียมใหม่ ไม่ใช่ดาวเทียมสำรองให้ไทยคม 3 ที่มีคลื่น







