
แพทย์ชนบท ฮึ่ม พร้อมชนขบวนการล้มหลักประกัน
โหมโรงตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง กลับชัดเจนขึ้นเพียงกระพี้
โหมโรงตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง กลับชัดเจนขึ้นเพียงกระพี้
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
โหมโรงตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง กลับชัดเจนขึ้นเพียงกระพี้
นโยบาย “ร่วมจ่าย” 30 บาทรักษาทุกโรค ได้รับคำยืนยันจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าเดินหน้าแน่ แต่รายละเอียดระหว่างบรรทัดยังคงคลุมเครือ
“ขอให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สานต่อโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ต้องนำมาปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น ยืนยันว่าจะไม่เก็บสมทบโดยไม่มีการพัฒนาใดๆ และจะต้องไม่กระทบต่อผู้ยากไร้” คือท่าทีล่าสุดจากผู้นำรัฐบาล
เกิดเป็นคำถาม ... ร่วมจ่าย 30 บาท เสริมแรงให้ระบบและดีต่อผู้รับบริการจริง?
อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สะท้อนมุมมองผ่านการประชุม “หนึ่งทศวรรษระบบหลักประกันสุขภาพไทยกับทิศทางในอนาคต” ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยมีการกระจายรายได้ที่ย่ำแย่ การเก็บ 30 บาทจึงอาจสร้างปัญหาและเป็นอุปสรรคแก่คนจน
นักวิชาการรายนี้ เห็นว่า แม้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นผลงานที่ดีที่สุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนับเป็นผลงานที่ดีที่สุดของนายกรัฐมนตรีทุกคนที่ผ่านมา
แต่ทว่า ที่ผ่านมาได้คัดค้านเรื่องการร่วมจ่ายมาโดยตลอด เพราะพิจารณาจากกระแสการเมืองแล้วมั่นใจว่าคงเกิดระบบการร่วมจ่ายขึ้น แต่คงไม่ใช่จากเหตุผลที่ดี
“หลายคนคิดว่าถ้ามีการร่วมจ่าย 30 บาทแล้วจะแก้ปัญหางบประมาณได้ ผมบอกได้เลยว่ามันไม่ค่อยช่วยอะไร เพราะมันน้อยจริงๆ” อาจารย์อัมมาร ยืนยัน
นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขา ธิการ สปสช. อธิบายว่า แต่ละปีมีผู้ป่วยนอกใช้บริการในสถานพยาบาล 150 ล้านครั้ง ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เด็กเล็กและผู้ยากไร้ ซึ่ง สปสช.ให้บริการฟรีอยู่แล้ว จึงเหลืออีกแค่ 40% ที่ต้องร่วมจ่ายเงิน 30 บาท ท้ายที่สุดแล้วจะมีเงินเข้าระบบเพียง 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าต่ำมาก เพราะเม็ดเงินในระบบหลักประกันใช้สูงถึงหลักแสนล้านบาท
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท แสดงความเป็นห่วงว่า นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคซึ่งเคยชนะใจประชาชนในยุคพรรคไทยรักไทยจนได้คะแนนเสียงท่วมท้นจนไม่มีพรรคการ เมืองใดเข้ามาแทนที่นโยบายด้านสุขภาพนี้ได้ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าพรรคเพื่อไทยในฐานะผู้ผลักดันนโยบายจนเป็นรูปธรรมกำลังจะลบล้างนโยบายของตัวเอง (โดยให้ประชาชนร่วมจ่าย) ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตราย
“อยากเตือนรัฐบาลว่าไม่ควรเปลืองตัวที่จะดำเนินการใดๆ ในขณะที่ประชาชนกำลังเคลือบแคลงและกังวล” นพ.เกรียงศักดิ์ ระบุ
ความเคลือบแคลงและข้อกังวลข้างต้น มีขึ้นเพราะปรากฏสัญญาณ “ขบวนการล้มล้างระบบหลักประกันสุขภาพ” ผ่านความร่วมมือระหว่าง “ฝ่ายการเมือง” ข้าราชการ องค์กรธุรกิจ เครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน และบริษัทยาข้ามชาติ
นพ.เกรียงศักดิ์ ยกตัวอย่างความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นว่า เหตุที่บอร์ด สปสช.กำลังถูกจับตามอง เนื่องจากแต่งตั้งโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอน และปล่อยให้ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์มาดำรงตำแหน่ง
“มีกรรมการบางรายที่เคยต่อต้านระบบบัตรทองด้วยการทำหนังสือเวียนไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ชักจูงไม่ให้เข้าร่วมระบบเพราะเห็นว่าไม่ได้ราคา นั่นหมายความว่าพยายามรณรงค์ไม่ให้แพทย์รักษาคนไข้เพราะไม่ได้กำไร คำถามคือเหตุใดปล่อยให้คนเช่นนี้มาบริหารระบบได้” แพทย์ชนบทรายนี้ตั้งข้อสังเกต
ประธานชมรมแพทย์ชนบท ยืนยันว่า พร้อมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในการต่อต้านขบวนการโค่นล้มระบบหลักประกัน และชมรมจะไม่นิ่งเฉยจนปล่อยให้ผู้ที่ไม่เข้าใจระบบเข้ามาล้มล้างและแสวงหาผลประโยชน์
ประชาชนกำลังคลางแคลงใจปลายทางของนโยบาย และต้องการคำอธิบายประเด็นความโปร่งใส
นั่นเพราะระบบหลักประกันสุขภาพ ไม่ใช่เครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองของใคร







