
พท.กำลังเหมือนปชป.?
สัมภาษณ์พิเศษ "สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ" นักวิชาการกลุ่มเสื้อแดงกับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์และเป้าหมายของเพื่อไทย-เสื้อแดง
สัมภาษณ์พิเศษ "สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ" นักวิชาการกลุ่มเสื้อแดงกับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์และเป้าหมายของเพื่อไทย-เสื้อแดง
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
ทิศทางพรรคเพื่อไทย ขบวนการเสื้อแดง จะเป็นอย่างไร เมื่อเริ่มต้นปี 2555 ที่คนเสื้อแดงประกาศว่าจะเป็นการรุกทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบัน มาตรา 112 จำเป็นต้องอาศัยความสามัคคีเป็นพลังผลักดันให้สำเร็จ แต่แค่ยกแรกดูเหมือนจะไปคนละทาง ไม่เป็นเอกภาพ และอาจทำให้ไม่ถึงเส้นชัยได้
“สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ” อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการกลุ่มเสื้อแดง วิเคราะห์ผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ถึงทิศทางและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับขบวนการเสื้อแดง หลังผ่านการต่อสู้จนได้ชัยชนะเป็นรัฐบาลมา 5 เดือน
สุธาชัย ฉายภาพว่า คนเสื้อแดงส่วนใหญ่รัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และมีจุดร่วมด้วยกัน 2 เรื่อง คือ 1.รักประชาธิปไตย 2.รับไม่ได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกรังแก กลุ่มเสื้อแดงมีความหลากหลาย แต่เป้าหมายเฉพาะและระดับความเข้มข้นมีความต่างกันอยู่ กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่เหลือเช่น กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ของ สมบัติ บุญงามอนงค์ เคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ เป้าหมายอยู่ที่ชนชั้นกลางในเมือง กลุ่มแดงสยาม มุ่งเน้นปฏิวัติประชาธิปไตย ส่วนกลุ่ม 24 มิถุนา จะพูดถึงการยกเลิกมาตรา 112 ยังมี กลุ่มประกายไฟ ของ ใจ อึ๊งภากรณ์ และ กลุ่มเสรีราษฎร์ เป็นญาติของผู้เสียชีวิต เป้าหมายเรื่องการเยียวยาแยกออกจาก นปช. เพราะ นปช. ดำเนินการช้า อีกกลุ่มคือ แดงรักเจ้า ของ ขวัญชัย ไพรพนา เพราะรับไม่ได้กับกลุ่มตาสว่างในขบวนการเสื้อแดงที่ไปไกลมาก
เขาบอกว่าหลังจากที่พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล แม้จะมีการตั้งคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งไปทำงานในรัฐบาล แต่ก็เป็นแกนนำของ นปช. ฝ่ายเดียว ไม่มีกลุ่มแดงสยามหรือกลุ่มของจักรภพ เพ็ญแข เข้าร่วม จึงอาจมีผลกระทบในอนาคต ส่วนตัวประเมินว่า กลุ่ม นปช.อ่อนกำลังลง เพราะการเข้าร่วมรัฐบาลมันมีปัญหาเยอะ เช่น การทำตามสัญญาที่ไม่ง่ายนัก ยิ่งเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะ มีหลายเรื่องที่แบกไว้บนบ่า หลักๆ คือ การทำประชาธิปไตยให้สมบูรณ์แบบที่คนเสื้อแดงคิด คืออำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชน
สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มเสื้อแดง สุธาชัย เห็นว่า ขั้นต่ำ คือการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มาจากการรัฐประหาร ไม่เอา สว.ลากตั้ง ไม่เอาตุลาการเพราะไม่ได้มาจากประชาชน แต่มีอำนาจมาก ตั้งรัฐบาลและล้มรัฐบาลได้ ขั้นกลาง ล้างผลพวงจากการรัฐประหาร ส่วน ขั้นสูงสุด ต้องแก้กฎหมายมาตรา 112 อีกเรื่องที่สำคัญคือ การเร่งเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ นำคนฆ่าประชาชนมาลงโทษ ทั้งนี้ คนเสื้อแดงเห็นว่ารัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องเหล่านี้เท่าที่ควร
“แน่นอนคนเสื้อแดงจำนวนมากยังสนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทยอยู่ แต่น้อยลงกว่าเดิม เพราะรัฐบาลเพื่อไทยไม่จัดการเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะการเยียวยาผู้บาดเจ็บ จนวันนี้ก็ยังไม่อนุมัติเงินสักก้อนมาชดเชย ถ้ายังดองไว้ศรัทธาของคนเสื้อแดงต่อพรรคเพื่อไทยจะเสื่อมลงเรื่อยๆ ความชอบธรรมของเขาในสายตาคนเสื้อแดงจะมีปัญหามากขึ้น และถ้า นปช.ไม่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ นปช.จะเสียการนำให้กับแดงสยามหรือแดงเฉดอื่น ซึ่งเขาทำจริงกว่า
...นปช.เป็นกลุ่มเสื้อแดงที่มีบุคลากรพร้อมที่สุด มีความสามารถในด้านการนำ แต่ไม่ใช่ว่าแดงกลุ่มอื่นเขาจะไม่มี และไม่ใช่ว่าเขาสร้างไม่ได้ เพราะ 5 ปีที่ผ่านมา มีแกนนำหลายคนถูกสร้างขึ้น ตอนนั้นไม่มีใครรู้จัก ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้นำมวลชนมันมาท่ามกลางการต่อสู้ ดังนั้น ต่อไปใครเลิกสู้ก็จะหมดบทบาทไป”
นปช.อ่อนกำลังลงเพราะอะไร? “นปช.ไม่เกี่ยวกับคนเสื้อแดงนะ เสื้อแดงยังเคลื่อนไหวต่อแน่นอน ผมคิดว่ามันมีปัญหาถกเถียงก่อนหน้านี้ว่าใครใช้ใครระหว่าง นปช.กับคนเสื้อแดง แต่ผมคิดว่าคนเสื้อแดงใช้ นปช. และใช้ทักษิณอยู่ ให้เป็นคนนำในวาระที่เขาต้องการ ฉะนั้น ถ้า นปช.ทำตามที่คนเสื้อแดงต้องการ นปช.ก็เคลื่อนไหวไป แต่ถ้า นปช.ไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำ แล้วถ้า นปช.ยังไม่ปรับท่าที การนัดชุมนุมครั้งต่อไปคนจะน้อยลงเรื่อยๆ”
ถามว่าทำไมพรรคเพื่อไทยถึงไม่รีบทำตามสัญญากับคนเสื้อแดง สุธาชัย ตอบว่าไม่ทราบเหมือนกัน แต่มีปัญหาถกเถียงกันตลอดว่าพรรคเพื่อไทยเป็นนักการเมืองธรรมดา หรือเป็นนักการเมืองชนิดเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ คือต่อสู้เพียงเพื่ออำนาจเท่านั้น เมื่อได้มาก็สู้ต่อไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่ได้ยึดหลักการอะไร แต่ขอเดาว่าพรรคเพื่อไทยเกรงใจอำมาตย์มากไป กลัวจะกระทบความรู้สึกของคนเหล่านั้น จึงยังไม่ได้ทำอะไร
“ผมขอเตือนว่าต้องทำตามสัญญา เพราะคนเสื้อแดงเป็นกำลังหนุนพรรคเพื่อไทย และที่ทักษิณและพรรคเพื่อไทยเดินมาได้ทุกวันนี้ เพราะเป็นเอกภาพกัน ถ้าแยกกันเดิน พรรคเพื่อไทยก็จะเจ๊ง คุณทักษิณก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่คนเสื้อแดงคือมวลชนระดับล่าง เขาอยู่ได้ สักวันหนึ่งถ้าเขามีหมู่บ้านเสื้อแดงทั้งประเทศ เขาอาจจะตั้งองค์กรทางการเมืองของตัวเองขึ้นมาเอง ทำพรรคคนเสื้อแดงขึ้นมาสู้กับพรรคเพื่อไทยก็ได้”
ทำไมเพื่อไทยถึงประนีประนอมกับคนชั้นนำทั้งที่ประกาศตัวเองเป็นไพร่สู้กับอำมาตย์... นักวิชาการเสื้อแดงผู้นี้วิเคราะห์ว่า การที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลคงต้องทำลักษณะนั้น แต่ถ้าเขาทำอย่างนี้เรื่อยๆ เขาจะกลายเป็นประชาธิปัตย์ ในที่สุดเขาก็จะหมดคุณค่า และคนเสื้อแดงก็จะก้าวข้ามพรรคเพื่อไทยไป
ทัศนะส่วนตัวของสุธาชัยอยากเห็นการขับเคลื่อนของพรรคเพื่อไทยในปี 2555 อยู่กับ 2 เรื่องใหญ่ คือ 1.ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2.แก้ พ.ร.บ.กลาโหม ถ้าทำได้จะขอซูฮกให้ และถ้าแก้มาตรา 112 ได้ก็พร้อมยอมถวายทั้งตัวและใจ เพราะถ้ารัฐบาลเพื่อไทยไม่ทำก็ไม่รู้ว่าจะมีรัฐบาลชุดไหนจะทำ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ก็ไม่ทำอยู่แล้ว
“ในความเห็นผม มาตรา 112 ควรยกเลิกไปเลย เพราะมนุษย์ต้องเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะยังไม่แก้มาตรา 112 มันอาจต้องรอสถานการณ์ในอนาคตให้สุกงอมกว่านี้ก่อน”รัฐบาลชุดนี้ไม่แก้ มาตรา 112 ผมว่า ยังพอฟังได้ แต่ถ้ารัฐบาลชุดนี้มาไล่จับคนเสื้อแดงด้วยกันเองเข้าคุกเพราะ 112 ก็จะเป็นเรื่องใหญ่”
ให้วิเคราะห์เป้าหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณในปี 2555 ในฐานะเป็นศูนย์กลางของคนเสื้อแดง สำหรับความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ สุธาชัยวิเคราะห์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณมี 2 ลักษณะ คือ 1.อยากกลับใจ 2.อยากได้ทรัพย์สินคืน การแสดงท่าทีผ่อนปรนของ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจสอดคล้องกับความต้องการของเขาทั้งสองอย่างนี้ แต่คิดว่าไม่ง่ายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้ทั้งสองเรื่อง เพราะเขาเป็นบุคคลที่เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง มีคนทั้งรักมากและเกลียดมาก
อย่างไรก็ตาม สุธาชัย ฟันธง พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่สามารถกลับไทยได้ในเวลานี้ เพราะจะมีปัญหาตามมาเยอะ หรืออีกนัยหนึ่งสังคมไทยยังไม่พร้อมที่จะรับ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้าน แม้คนเสื้อแดงอาจคิดว่าตัวเองมีพลังให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาได้แต่ก็ไม่ง่าย เพราะคนเสื้อเหลืองก็ยังอยู่และชนชั้นนำเขายังไม่ยอมรับ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจหมายรวมถึงกองทัพ ศาล กระทั่งสถาบันด้วย แต่คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่คนงอมืองอเท้า ยอมจำนน ก็ต้องพยายามสู้
อีกนานไหม สังคมไทยถึงจะคลี่คลายความขัดแย้ง? นักวิชาการเสื้อแดงผู้นี้ บอกว่า ยังตอบไม่ได้ อาจต้องคอยให้ปัจจัยบางอย่างเปลี่ยนไป หรือสมมติเล่นๆ เช่น นายกฯ ยิ่งลักษณ์บริหารงานไม่ได้จนคนเกลียดทั้งประเทศ เลยพาลไปเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณแทน ที่ยกตัวอย่างนี้ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะการทำงานของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ผ่านมา 5 เดือน เก่งกว่าที่หลายคนคิดไว้มาก ประคองสถานการณ์ได้ดี ถ้าเป็นยุคนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ผ่านไป 6 เดือนก็เละแล้ว
“ถ้าทักษิณเป็นอะไรไปวันนี้ ยิ่งลักษณ์ก็อยู่ได้ อาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ พวกเสื้อเหลือง หลากสี และชนชั้นกลางในเมืองประเมินยิ่งลักษณ์ต่ำไป ยิ่งลักษณ์เขาใช้ความเป็นผู้หญิง ใช้ความใหม่ ใช้ความเป็นคนที่ไม่รู้เรื่อง ใช้ทั้งหมดให้เป็นประโยชน์ ต่างจากตอนที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหาร 6 เดือน คนก็ด่าเละกว่านี้เยอะ ต่อให้ เฉลิม ยงยุทธ จะเน่าแค่ไหน ยิ่งลักษณ์ยังไม่เน่า เน่าแค่เฉลิมกับยงยุทธ ให้ทักษิณมาช่วยเยอะๆ ก็ยังไม่เน่า แม้ทักษิณมายุ่งเรื่องอะไรก็ตาม ยิ่งลักษณ์ไม่เคยพูดเลยว่าทักษิณมายุ่งมากแค่ไหน”
รัฐบาลเพื่อไทยจะมีจุดเสี่ยงอะไรที่ทำให้อวสานได้? “ปัจจัยที่พูดกันก่อนหน้านี้ ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคประชาธิปัตย์ และไม่เยียวยา ไม่ช่วยเหลือ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับคนเสื้อแดง และถ้าทำแบบประชาธิปัตย์ จับคนเข้าคุกด้วยมาตรา 112 และถ้าถึงขั้นปราบปราม ยิงชาวบ้าน เมื่อนั้นจบ จบแบบชนิดที่ไม่รู้เรื่อง ส่วนคอร์รัปชันกลับไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะรัฐบาลก็ระวังตัวอยู่ คนมันจับตาเยอะ
“เรื่องที่จะทำให้รัฐบาลล้มมีเรื่องเดียวคือ การไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มาเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ ประชาธิปัตย์มีรูปแบบการทำงานซ้ำๆ ข้าราชการก็อยู่ได้ แต่เพื่อไทยทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าสมมติว่า 23 ปี ไม่มีอะไรเดินหน้า หรือถ้าเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ พรรคเพื่อไทยพังทันที แต่ที่กล่าวไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะต้องทำให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ บางทีนักการเมืองก็หาเสียงโอเวอร์มากไป”
แต่ปัจจัยที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยอยู่ยาวมี 2 อย่าง คือ ทำตามที่ตัวเองแถลง จะด้วยนโยบายประชานิยมให้ประชาชนพอใจ และรณรงค์ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เยียวยาคนเสื้อแดง เชื่อว่าอีก 4 ปีข้างหน้าชนะถล่มทลายกว่านี้อีก
สุธาชัย มองภาพใหญ่ต่อพัฒนาการประชาธิปไตยไทยจากนี้ว่า จะต้องเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมา คนชั้นนำ พยายามคิดว่า จะทำให้สังคมไทยย้อนกลับไปก่อนปี2549 ที่เป็นประชาธิปไตยบ้าง ไม่เป็นบ้าง แต่มันไม่ได้แล้ว สังคมไทยจะต้องก้าวหน้าในทางที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
“เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลใดทำอะไรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะมีคนค้านมากขึ้นกว่าเดิมมาก เช่น การคัดค้านมาตรา 112 ถ้าเป็นเมื่อปี 2547 คงไม่เกิดกระแสขนาดนี้ แต่วันนี้สะเทือนมาก ตอนนั้นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ จะมี สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ทำอยู่คนเดียว เป็นข้อเสนอปฏิรูปสถาบันอย่างกว้างซึ่งล้าสมัยไปแล้ว เมื่อปี 2547 ไม่มีใครพูดว่าจะต้องยกเลิกองคมนตรี วันนี้พูดกันบนเวที ออกวิทยุชุมชนไม่เอาองคมนตรี ฉะนั้น ประเด็นมันเคลื่อนไปไกลกว่าครั้งนั้นแล้ว เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในอีก 10 นี้แน่นอน
“การเปลี่ยนแปลงเกิดจากปัจจัย 2 อย่าง คือ กระแสนานาชาติ แต่คนชั้นนำในไทยยังอยากให้เราปิดประเทศ เหมือนพม่า เกาหลีเหนือ แต่มันทำไม่ได้ เพราะโลกเป็นประชาธิปไตย เราจะมารักษาระบบอำมาตย์ประเทศเดียวในโลกทำไม่ได้เด็ดขาด ส่วนปัจจัยอีกข้อคือ ประชาชนเรามีประชาชนที่ตื่นตัวกับการเมือง สถาบันหรือองค์กรต้องยอมเสียสละไม่เช่นนั้นอันตราย”







