
ญี่ปุ่นกระอัก เจอวิกฤตหนี้รุมทั้งใน-นอกประเทศ
แม้นักลงทุนหลายฝ่ายจะคาดการณ์ตรงกันว่า ปีนี้ เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกน่าจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
แม้นักลงทุนหลายฝ่ายจะคาดการณ์ตรงกันว่า ปีนี้ เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกน่าจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเม็ดเงินที่ภาครัฐและเอกชนหว่านลงไปเพื่อเร่งปฏิรูปฟื้นฟูประเทศจากเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิถล่มเมื่อเดือน มี.ค. ปี 2554
ทว่า สัญญาณบ่งชี้บางประการก็ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักอดท้วงติงออกมาไม่ได้ว่า เศรษฐกิจแดนซามูไรในปีนี้ โดยรวมแล้วมีแววว่าจะไม่สวยหรูอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังกันไว้
แถมผลลัพธ์น่าจะออกมาในทางตรงกันข้าม คือ ปี 2555 นี้ จะเป็นปีที่หนักหนาสาหัส จนถึงขั้นที่ญี่ปุ่นยิ้มไม่ออกกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่น และบรรดาเอกชนสัญชาติญี่ปุ่น
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นประการแรกสุดในปี 2555 นี้ หนีไม่พ้นวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ที่เริ่มจะบานปลายกลายเป็นวิกฤตทางการเงินซึ่งสั่นคลอนสถานะของเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในเจ้าหนี้รายใหญ่ของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ด้วยการทุ่มเงินซื้อพันธบัตรของรัฐบาลหลายชาติสมาชิกอียู มากกว่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ
เท่ากับว่า ในสถานการณ์ที่วิกฤตหนี้สาธารณะที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย จนทำให้มูลค่าพันธบัตรของรัฐบาลชาติสมาชิกอียูในตลาดลดลง พันธบัตรที่รัฐบาลญี่ปุ่นถือไว้ ก็ไม่ต่างอะไรกับภาระขาดทุนก้อนใหญ่ซึ่งต้องแบกรับไว้บนบ่า
นอกจากนี้ วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปที่เกิดขึ้น ยังทำให้ญี่ปุ่นต้องเจ็บซ้ำสอง เพราะสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น เนื่องจากบรรดานักลงทุนแห่ซื้อสกุลเงินเยนกันมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับการลงทุน
แน่นอนว่า ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ในช่วงปลายปี 2554 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2555 นี้ สร้างภาระหนักหน่วงให้กับผู้ประกอบการส่งออกของแดนซามูไร เพราะต้นทุนแพง ทำให้สินค้าที่ส่งออกราคาแพง จนไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศอื่นๆ ได้
ยิ่งเมื่อบวกกับปริมาณความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่ลดลงก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของสกุลเงินเยนแข็งค่าชนิดเลวร้ายมากยิ่งขึ้น โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ค่าเงินเยนแข็งค่าสูงที่สุดในรอบ 11 ปี คืออยู่ที่ 98.48 เยนต่อยูโร สูงกว่าช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่เคยบันทึกอยู่ที่ 75.35 เยนต่อเหรียญสหรัฐ
และแม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะดำเนินมาตรการแทรกแซงตลาดค่าเงินอย่างน้อย 3 รอบ ในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ค่าเงินเยนก็ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยค่าเงินเยนเมื่อวันที่ 6 ม.ค. มีการซื้อขายอยู่ที่ราว 77 เยนต่อเหรียญสหรัฐ และราว 98 เยนต่อยูโร
รูปการณ์ที่เกิดขึ้น กลายเป็นอุปสรรคชิ้นสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ที่กำลังเร่งเดินหน้าฟื้นฟูพัฒนาประเทศจากภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่ญี่ปุ่นเพิ่งจะเผชิญหน้าไป
แม้ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งๆ ของญี่ปุ่นจะยังไม่มีการรายงานใดๆ ออกมาจนกว่าจะถึงวันที่ 13 ก.พ.
แต่จากการประมวลผลข้อมูลวิจัยของ Japan Center for Economic Research (JCER) ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิเคราะห์อิสระด้านเศรษฐกิจในกรุงโตเกียว ระบุว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมามีแนวโน้มจะหดตัวลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ประมาณการกันไว้ก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ของ JCER ได้คำนวณโดยอาศัยข้อมูลจีดีพีในช่วงเดือน ต.ค. และ เดือน พ.ย. ปี 2554 ซึ่งหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ 0.3% และ 0.5% ตามลำดับ ขณะที่ตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือน พ.ย. ลดลง 2.6% และตัวเลขการส่งออกร่วงมากถึง 4.5% เนื่องจากปริมาณความต้องการสินค้าในตลาด โดยเฉพาะชาติบริโภครายใหญ่อย่างสหรัฐและยุโรปลดลง
ขณะที่ทางด้านเจ.พี. มอร์แกนก็ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ของญี่ปุ่นลงเหลือ 1.3% จากเดิมที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.9%
ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ต่างเห็นตรงกันว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นความอ่อนแอของเศรษฐกิจที่เน้นการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักของแดนปลาดิบเรียบร้อยแล้ว
นอกจากปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกแล้ว ปัญหาเรื่องการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลญี่ปุ่นก็ถือเป็นปัจจัยคุกคามจากภายในที่น่าวิตกกังวลไม่น้อย
ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า หนี้สาธารณะของรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นกว่า 200% ของจีดีพี นับได้ว่าสูงกว่าหลายประเทศในอียูที่กำลังประสบปัญหาหนี้ เพียงแต่ว่าความเสี่ยงอาจจะน้อยกว่าฟากยุโรป ซึ่งพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก เนื่องจาก 90% ของผู้ซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นส่วนใหญ่คือนักลงทุนเอกชน และสถาบันการเงินภายในประเทศของตนเองที่มีสินทรัพย์ในกระเป๋าของตัวเองสูงถึง 1,500 ล้านล้านเยน ซึ่งถือว่าสูงกว่าปริมาณหนี้สาธารณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีอยู่
กระนั้น ใช่ว่าสถานการณ์การคลังของรัฐบาลญี่ปุ่นจะปลอดภัยไร้กังวล เพราะผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเตือนแล้วว่า มูลค่าเงินส่วนบุคคลของชาวญี่ปุ่นเมื่อหักลบกลบหนี้แล้วมีเพียง 1,100 ล้านล้านเยนเท่านั้น หรือมากกว่าหนี้สาธารณะของรัฐบาลเพียงแค่ 200 ล้านล้านเยน
เรียกได้ว่า หากรัฐบาลญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าเพิ่มหนี้ต่อไป ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัว จนสาธารณะมีแนวโน้มจะอดออมมากกว่านำเงินมาลงทุนกับรัฐบาล ก็อาจทำให้จำนวนหนี้ของรัฐบาลสูงเกินจำนวนสินทรัพย์ของสาธารณะ จนทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีสิทธิเผชิญหน้ากับภาวะล้มละลายทางการคลังเอาได้ง่ายๆ
แน่นอนว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ ต้องเร่งปรับแผนสร้างวินัยทางการ คลังอย่างเร่งด่วน และหนึ่งในนั้นก็คือการเดินหน้าเพิ่มภาษีบริโภค โดยจะขึ้น 8% ในเดือน เม.ย. 2557 และ 10% ในเดือน ต.ค. 2558 ตลอดจนการเพิ่มภาษีการขายอีก 5% ในปี 2558 ด้วย
ทว่า แผนการดังกล่าวก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีโนดะคาดหวังไว้ เนื่องจากบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคฝ่ายค้านต่างเห็นตรงกันว่า การเดินหน้าเพิ่มภาษี จะไม่ช่วยอะไรเลย นอกจากซ้ำเติมภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ยาวนานมากกว่า 10 ปี ให้หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น
เห็นได้ชัดว่า ความขัดแย้งภายในรัฐสภาไดเอตของญี่ปุ่น ยิ่งทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีแนวโน้มเลวร้ายมากยิ่งขึ้น
และปีนี้ก็เป็นอีกปีที่ทุกประเทศอาจมีแนวโน้มจะได้เห็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกเจริญรอยตามฟากตะวันตก อย่างสหรัฐ และยุโรป







