posttoday
วิกฤตสินค้าเอเชียยิ่งโตเร็วก็ยิ่งต้อง 'เน้น'

วิกฤตสินค้าเอเชียยิ่งโตเร็วก็ยิ่งต้อง 'เน้น'

26 กุมภาพันธ์ 2553

..ทีมข่าวต่างประเทศ

“คนอเมริกันเคยมีความเชื่อมั่นต่อสินค้าเมด อิน เจแปน มาโดยตลอด แต่ความเชื่อที่ว่ากำลังกลายเป็นสิ่งที่ชาวอเมริกันต้องตั้งคำถามกันในวันนี้” พอล คันจอร์สกี สส.เดโมแครต รัฐเพนซิลเวเนีย กล่าว

นับเป็นคำกล่าวที่ดุและเผ็ดร้อนที่สุดครั้งหนึ่งซึ่งไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ ระหว่างที่ อาคิโอะ โทโยดะ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของโตโยต้า มอเตอร์ ขึ้นให้การกับสภาคองเกรสสหรัฐเมื่อวันที่ 25 ก.พ.

การที่ สส.อเมริกันไม่ใช้คำว่ารถโตโยต้า แต่เหมารวมถึงสินค้าเมดอินเจแปน นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะค่ายรถอันดับ 1 แห่งนี้ก็มีนัยเหมือนกับการปักธงชาติตัวแทนของญี่ปุ่นตะลุยไปทั่วโลกอยู่แล้ว

ทว่าที่น่าจับตาก็คือ การโจมตีสินค้าเมดอิน เจแปน ที่เป็นอันดับ 1 ของฝั่งเอเชียในเรื่องคุณภาพเช่นนี้ ยังถือเป็นการส่งสัญญาณปรามไปยังสินค้า “เมดอินเอเชีย” ทั้งหมดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และกำลังทะลุทะลวงหัวหมู่ตลาดส่งออกไปทั่วโลกทั้งระดับบนและระดับล่างอยู่หรือไม่

แต่เดิมนั้นเป็นที่ทราบกันว่าสินค้าเมดอิน ไชนา ถูกจับตาเป็นพิเศษในเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้า หลังมีปัญหาดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่ในอดีตเรื่องเตียงเด็กจนถึงนมผง ของเล่น และมาจนถึงเครื่องประดับของเด็กเป็นรายล่าสุดในปี 2553 นี้

ไม่ได้มีเพียงจีนประเทศเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายประเทศในเอเชียที่ถือเป็นฐานการส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกจากปัจจัยค่าแรงต่ำ ภายใต้หลักการลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้ขายได้ผลกำไรดีที่สุด ซึ่งสินค้าเมดอินเอเชียเหล่านี้ คือหัวใจสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนจีดีพี ดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคมาเป็นเวลานาน ทว่าภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจที่โลกตะวันตกยังไม่เข้าที่เข้าทางนั้น ประเด็นเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเหล่านี้จะเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้โลกตะวันตกใช้สกัดดาวรุ่งได้ (และก็มักใช้ได้เสมอด้วย)

ทว่ากรณีของโตโยต้านั้นถือเป็นการเล่นไปยังสินค้าระดับบนโดยตรง หลังจากที่สินค้า “แบรนด์” เหล่านี้เริ่มกลายเป็นสินค้าระดับบนที่หันมาใช้ยุทธวิธีรุกขยายตลาดอย่างหนักจนน่าจับตาด้วยความเป็นห่วงว่าจะเบียดแซงแบรนด์อเมริกันหรือยุโรปไปได้เรื่อยๆ ในที่สุด

กรณีโตโยต้านั้นเป็นที่ชัดเจนที่สุดว่าได้ทำลายความภูมิใจของอเมริกันลงเป็นอย่างมาก หลังแซงหน้าเจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลกเมื่อปีที่แล้ว และไม่ได้มีโตโยต้าค่ายเดียวเท่านั้น ฮอนด้า มอเตอร์ กำลังเบียดฟอร์ดมาติดๆ ในอันดับ 5 ส่วนฮุนได มอเตอร์ จากเกาหลีใต้อยู่ในอันดับ 8

นอกเหนือจากสินค้าประเภทรถยนต์แล้ว บรรดาแบรนด์ชั้นนำจากฝั่งเอเชียก็กำลังรุกคืบในหลายด้านเช่นกัน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ที่เอเซอร์จากไต้หวันกำลังตามค่ายฮิวเลตต์แพคการ์ด (HP) ขึ้นมาติดๆ ในอันดับ 2 ขณะที่อัสซุสจากไต้หวัน ซัมซุงจากเกาหลีใต้ และเลอโนโวจากจีนที่เข้าซื้อไอบีเอ็มไปเรียบร้อย ก็เร่งฝีเท้าขึ้นมาอย่างหนักเช่นกัน

การลงดาบโตโยต้าจึงถือเป็นการส่งสัญญาณกระทบไปยังแบรนด์เอเชียโดยตรง โดยเฉพาะในจุดที่โตโยต้าเองยอมรับว่าเร่งผลิตเพื่อการเติบโตของบริษัทจนอาจทำให้คุณภาพตกลง

“ผมเกรงว่าย่างก้าวที่เราเติบโตอาจเป็นการโตที่เร็วเกินไป” โทโยดะ ยอมรับถึงความผิดพลาดระหว่างขึ้นให้การกับสภาคองเกรส

สิ่งที่จะได้เห็นตามมาหลังจากนี้ (และเริ่มเห็นกันไปแล้วบางส่วน) คือมหกรรมการเรียกคืนสินค้าของหลายบริษัท หลากผลิตภัณฑ์แตกต่างกันออกไป หลังได้เห็นบทเรียนที่น่าเจ็บปวดของบริษัทอันดับ 1 ในญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า

ฮุนได มอเตอร์ คือกรณีที่เห็นได้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้

ค่ายรถยนต์รายใหญ่ที่สุดจากเกาหลีใต้ประกาศเรียกคืนรถยนต์ขายดีรุ่นโซนาต้าจำนวน 4.73 หมื่นคัน เป็นรุ่นโซนาต้า 2011 ในสหรัฐ และรุ่นโซนาต้า YF ในเกาหลีใต้ หลังพบปัญหาระบบล็อกของประตูหน้าไม่สนิท และได้สั่งระงับการจำหน่ายรถรุ่นนี้ในสหรัฐชั่วคราวแล้ว

ที่เรียกว่าเป็นผลกระทบก็เพราะกรณีฮุนไดนั้นประกาศเรียกคืนรถกันตั้งแต่ช่วงต้นๆ ที่พบปัญหา โดยไม่ยอมปล่อยให้เกิดกรณีซ้ำรอยเหมือนโตโยต้า ทั้งที่เป็นปัญหาเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับเรื่องเบรกและคันเร่งของค่ายรถญี่ปุ่น และยังมีจำนวนน้อยกว่ามาก เพราะมีการเรียกคืนในสหรัฐเพียง 1,300 คันเท่านั้น ที่เหลือเป็นการเรียกคืนในประเทศ

“เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ฮุนไดได้ดำเนินการปรับแก้ไขรถยนต์บางส่วนในเกาหลีและสหรัฐแล้ว เราเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในระบบการเตือนล่วงหน้า ซึ่งมาจากการร้องเรียนของลูกค้า และการประเมินติดตามปัญหาจากทั่วโลก” แถลงการณ์ของฮุนได ระบุ

นับว่าฮุนไดเร่งขยับตัวได้ดีก่อนที่ปัญหาจะกลายเป็นการร้องเรียนผ่านสื่อของลูกค้า และที่ต้องระวังตัวเป็นพิเศษนั้นก็เพราะฮุนไดเป็นหนึ่งในบริษัทรถยนต์ไม่กี่ค่ายที่สามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐได้เมื่อปี 2552 ทั้งที่ถือเป็นปียอดแย่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ และฮุนไดกับเกียนั้นยังถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วด้วย

ล่าสุดที่ตามมาคือค่ายรถยนต์อันดับ 1 ในอินเดีย มารูติ ซูซูกิ ซึ่งเป็นการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างค่ายของอินเดียและญี่ปุ่น ก็ประกาศเรียกคืนรถยนต์รุ่นเอสตาร์ 1 แสนคัน เพื่อแก้ปัญหาการรั่วไหลของเชื้อเพลิง

ขณะที่ในญี่ปุ่นก็มีการเรียกคืนรถตามมาอีกติดๆ ระลอกใหม่จากค่ายนิสสัน ซูซูกิ และไดฮัทสุ ทว่าส่วนใหญ่อยู่ในญี่ปุ่น ขณะที่กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นก็เตรียมทบทวนกฎหมายการเรียกคืนรถยนต์เพื่อฟื้นศรัทธาของเหล่าสินค้าเมดอิน เจแปน กลับคืนมา

ตำแหน่ง “ผู้นำ” ของเขตเศรษฐกิจฝั่งเอเชียจึงต้องก้าวไปด้วยความระมัดระวัง และพัฒนาตัวเองไปให้มากขึ้น หากไม่อยากตกม้าตายแบบตัวอย่างค่ายรถยนต์อันดับ 1 อย่างโตโยต้า

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม