
ปริศนาต่างชาติซื้อหุ้นไทยสวนคดียึดทรัพย์
...ทีมข่าวตลาดทุนหุ้น
มีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่าเหตุใดนักลงทุนต่างชาติถึงเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยและซื้อชนิดหนักมือในช่วง 23 วันก่อนจะที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองที่อ่านคำตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีวงเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท ในวันที่ 26 ก.พ.นี้
และสัปดาห์นี้ก่อนที่จะมีการตัดสิน ต่างชาติซื้อหุ้นไทย 4 วันติดต่อกัน 6,278 ล้านบาท!!! ล้านบาท โดยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูบีเอส ซื้อสูงสุด 1,776.96 ล้านบาทในรอบ 3 วัน ขณะที่บล.เจพีมอร์แกนซื้อสุทธิ147.38 ล้านบาท บล. บล.ซีแอลเอสเอ ซื้อสุทธิ 933.9 ล้านบาท และ บล.ซีเอส ซื้อสุทธิ 751.39 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติขาขายคือ บล.แมคควอรี่ ขายสุทธิ 442.61 ล้านบาทและ
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ขายสุทธิ 399.39 ล้านบาท
คำถามคือทำไมนักลงทุนต่างชาติถึงกล้าเข้ามาซื้อหุ้นไทย พวกเขาเหล่านี้ไม่สนใจการเมืองที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 26 ก.พ. บ้างเลยหรือ แล้วทุนนอก พวกนี้ของจริงหรือจัดฉาก???
นายสุชีล นารูลา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ได้วิเคราะห์เหตุผลทำไมนักลงทุนของนักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย และเป็นยอดซื้อสุทธิหนักๆ ในช่วง 4 วันนี้ ว่าเหตุผลหนึ่งที่ต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย เพราะพวกมองว่าการตัดสินคดียึดทรัพย์ในวันที่ 26 ก.พ. จะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน
อีกทั้งประเมินกันว่าความร้อนแรงทางการเมืองจะกลับมาอีกครั้งในเดือน มี.ค. 2553 ซึ่งทางกลุ่ม นปช.ได้ประกาศชัดเจนที่จะชุมนุมใหญ่ในช่วงกลางเดือน มี.ค.
เมื่อวิเคราะห์ว่าการเมืองไม่รุนแรง ประกอบกับในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้เป็นฤดูกาลการประกาศจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ดังนั้นทุนนอกก็มองเห็นเป็นโอกาสในการเข้ามาซื้อเพื่อรอรับเงินปันผล ซึ่งอัตราเงินปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4% และเมื่อต้นทุนของนักลงทุนต่างชาติเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1% กว่าๆ เมื่อนำเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยและได้รับเงินปันผลในอัตราที่เฉลี่ย 4% ก็เท่ากับว่ามีผลตอบแทนสุทธิที่จะได้รับจากการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ในระดับ 23% ก็ถือว่าน่าสนใจ และเชื่อว่าในช่วง 23 สัปดาห์นับจากนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็น่าจะยังอยู่ในช่วงขาขึ้นอยู่
นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องสภาพคล่องในตลาดหุ้นจะหายไปหากรัฐบาลสหรัฐประกาศถอนมาตรการและมีแนวโน้มที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็หายไปจากความกังวล เพราะล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา ประธานธนาคารกลางสหรัฐได้แถลงต่อรัฐสภาอย่างชัดเจนว่ายังคงดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้ช่วง 45 เดือนนับจากนี้ความกังวลเรื่องขึ้นดอกเบี้ยก็หายไปและยังไม่มีการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงทำให้สภาพคล่องในตลาดยังมีอยู่และจะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนในตลาดทั่วโลกไม่เฉพาะหุ้นไทย
ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ว่าแม้ยิ่งใกล้วันตัดสิน แต่ต่างชาติซื้อหนัก เพราะว่าในมุมมองในวันตัดสินไม่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และจะมีการรวมตัวอีกครั้งในวันที่ 14 มี.ค. ซึ่งช่วง 2 สัปดาห์นี้มีเวลามากพอให้เข้ามาเล่นได้และเงินทุนของต่างชาติที่เข้ามาซื้อน่าจะเป็นของจริง เพราะสังเกตได้ว่าเป็นแรงซื้อผ่านโบรกเกอร์ที่มีฐานลูกค้านักลงทุนสถาบัน
“
ดัชนีหุ้นไทยได้ถูกรับรู้ (ดิสเคาต์) ไปเยอะมากแล้วและนักลงทุนต่างชาติไม่ค่อยกลัวการเมืองไทยเท่าไร่เพราะเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่มีผลน่าจะเป็นตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้มากกว่าหากไม่ขึ้นตลาดหุ้นไทยก็คงไปไม่ได้”นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดอาวุโส บล.ธนชาต กล่าวว่า การเข้ามาซื้อของต่างชาติเพราะประเทศไทยมีข่าวบวกมากพอที่จะกลบข่าวร้ายทางการเมือง เช่น ตัวเลขจีดีพีโตเกินคาดมาก กำไรบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศออกมาแล้ว 274 บริษัท จากทั้งหมด 500 บริษัท เติบโตกว่า 28.3% และในนี้ประมาณ 30 บริษัท ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลมีเม็ดเงินรวม 1 แสนล้านบาท และคดีมาบตาพุดที่ล่าสุดศาลอนุมัติให้โครงการขนาดใหญ่ก่อสร้างได้ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ของนักลงทุนต่างชาติที่ก่อนหน้ามองว่าจะยืดเยื้อ 814 เดือน
ประกอบกับการประกาศเลื่อนวันชุมนุมไปเรื่องของมวลชนเสื้อแดงทำให้เห็นถึงความไม่พร้อม ดังนั้นต่างชาติที่อั้นกันมานานมองเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน และเงินที่เข้ามาไม่ใช่ต่างชาติประเภทจัดฉาก
นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิติดต่อกันในช่วงนี้ อาจเป็นเพราะสัปดาห์ที่ผ่านมาเทขายหุ้นไปค่อนข้างมาก เนื่องจากกังวลว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น แต่พอสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายและไม่มีเหตุรุนแรง ทำให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง โดยอาจประเมินว่าในวันที่ 26 ก.พ.นี้ คงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรง
“
ต่างชาติขายออกไปมาก พอไม่มีอะไรรุนแรง ก็กลัวว่าจะซื้อไม่ทัน ขณะที่ราคาหุ้นไทยก็ถูกมากและผลประกอบการที่ทยอยแจ้งออกมาค่อนข้างดี มีผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูง ก็เลยกลับมาซื้อหุ้นก่อนที่ราคาจะขยับขึ้นไปมากกว่านี้” นายรพี กล่าวถึงตอนนี้ได้แต่หวังว่าประเทศไทยจะไม่มีอะไรที่รุนแรงเกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยยังคงอยู่ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ







