posttoday
พิษเศรษฐกิจโลก ส่งเฮดจ์ฟันด์อเชีย เสื่อมมนต์ขลัง

พิษเศรษฐกิจโลก ส่งเฮดจ์ฟันด์อเชีย เสื่อมมนต์ขลัง

06 มกราคม 2555

เพิ่งจะผ่านพ้นปีใหม่มาได้ไม่ถึงอาทิตย์ สัญญาณเลวร้ายทางเศรษฐกิจหลายประการก็เริ่มปรากฏลางๆ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เพิ่งจะผ่านพ้นปีใหม่มาได้ไม่ถึงอาทิตย์ สัญญาณเลวร้ายทางเศรษฐกิจหลายประการก็เริ่มปรากฏลางๆ ให้บรรดานักลงทุน และนักวิเคราะห์ทั่วโลกได้อกสั่นขวัญแขวนแล้ว

ไล่เรียงตั้งแต่ ความไม่ชัดเจนทางการเมืองในสหรัฐจนส่งผลต่อความไม่แน่นอนในทิศทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียจนสั่นคลอนราคาน้ำมันโลก ความอึมครึมของวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป จนเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

และล่าสุดกับการคาดการณ์ของนายกรัฐมนตรีเหวินเจียเปาของจีนที่ระบุชัดว่า เศรษฐกิจจีนปีนี้มีแววเจอของแข็ง โดยมีปัจจัยบ่งชี้จากตัวเลขการค้าเกินดุลของจีนตลอดทั้งปี 2554 ที่หดตัวลง 12.6% เหลืออยู่เพียงแค่ 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากที่เคยอยู่ที่ 1.83 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2553

สถานการณ์ทั้งหมดข้างต้น ส่งผลให้บรรดานักวิเคราะห์ ประมวลออกมาได้ในแนวทางเดียวว่าเศรษฐกิจทั่วทุกภูมิภาคของโลกมีแนวโน้มตกอยู่ในภาวะซึมเซาอย่างไม่ต้องสงสัย

ไม่เว้นแม้แต่ภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเคยเป็นความหวัง ก็ไม่วายเจอพิษเศรษฐกิจซ้ำกระหน่ำให้อ่อนเปลี้ยเพลียแรงตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปีนี้นั้น ถือเป็นปีที่เลวร้ายสำหรับสำหรับบรรดากองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั้งหลายของเอเชีย ซึ่งเคยตบเท้าทำกำไรอย่างคึกคักในช่วง 2 –3 ปีที่ผ่านมา

พิษเศรษฐกิจโลก ส่งเฮดจ์ฟันด์อเชีย เสื่อมมนต์ขลัง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ผู้คว่ำหวอดในวงการตลาดเงินตลาดทุนต่างลงความเห็นสอดคล้องโดยไม่ได้นัดหมายกันไว้ว่า กิจการเฮดจ์ฟันด์ของเอเชียในปีนี้จะดำเนินไปได้แบบไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก

สาเหตุสำคัญแรกสุดที่ทำให้เฮจด์ฟันด์เอเชียไม่หอมหวานเหมือนเช่นที่เคยเป็นมาเป็นเพราะ บรรยากาศการลงทุนในปัจจุบันที่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ จนทำให้การคาดเดาหรือการเก็งกำไรทำได้ลำบาก

ต้องไม่ลืมว่า เฮดจ์ฟันด์คือ กองทุนขนาดใหญ่ที่นำเงินไปลงทุนในตลาดทุนต่างๆ ทั่วโลก ด้วยการเล็งหาช่องว่างในการทำกำไรที่ปราศจากความเสี่ยง แต่ต้องได้ผลตอบแทนให้มากที่สุด

ดังนั้น การลงทุนของเฮดจ์ฟันด์ จึงเป็นประเภทกล้าได้กล้าเสีย เน้นระยะสั้นแบบมาไวไปไว และต้องทำกำไรให้นักลงทุน ซึ่งมักจะเป็นสถาบันการเงิน หรือนักธุรกิจเงินหนา ได้อยู่เสมอ

เท่ากับว่า หากตลาดมีความผันผวนสูง การทำกำไรของบรรดาผู้ค้าของเฮดจ์ฟันด์ย่อมเป็นไปได้ลำบาก เช่นเดียวกันกับการระดมทุน เพราะนักลงทุนไม่ค่อยอยากเสี่ยงลงทุน

สาเหตุข้างต้น นำไปสู่เหตุผลประการต่อมาที่ว่า บรรดาลูกค้าหลักๆ ของเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ จึงเลือกที่จะลงทุนกับผู้จัดการกองทุนใหญ่ๆ หรือกองทุนเฮดจ์ฟันใหญ่ๆ แทน

เนื่องจากอย่างน้อยที่สุด เฮดจ์ฟันด์ ใหญ่ๆ ระดับโลกมีความเก๋า ที่น่าเชื่อถือ มากกว่า เฮดจ์ฟันด์มือใหม่อย่างเอเชีย แม้ว่าจะมีพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจดีแค่ไหนก็ตาม

ทั้งนี้ ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ในตลาดซึ่งบลูมเบิร์กได้รวบรวมไว้แสดงให้เห็นว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปเมื่อช่วงปี 2552เป็นต้นมา เงินทุนมากกว่า 1.82 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐล้วนไหลเข้าสู่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ เช่น เจพี มอร์แกน โกล์ดแมน แซค หรือบาร์คเลย์ แทบทั้งสิ้น

ขณะที่ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ของเอเชีย ที่ยังสามารถระดมเงินทุนได้อย่างไม่ยากเย็น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกองทุนที่เป็นสาขาย่อมหรือผนวกรวมเข้ากับกองทุนขนาดใหญ่จากชาติตะวันตก

เรียกได้ว่า บรรดากองทุนเฮดจ์ฟันด์ของเอเชียแท้ๆ นั้น ต้องเผชิญกับสภาวะยากลำบากจนต้องปิดตัวลงไปเป็นทิวแถว โดยข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า เพียงแค่ 10 เดือนแรกของปี 2554 เฮดจ์ฟันด์เอเชียได้ปิดตัวลงไปแล้วถึง 123 แห่ง ขณะที่ ปีก่อนหน้า ตลอดทั้งปีมีเฮดจ์ฟันด์ปิดตัวลงไปเพียงแค่ 125 แห่ง

ยูเรกาเฮดจ์ บริษัทผู้ให้บริการฐานข้อมูลจากสิงคโปร์ ระบุว่า เฮดจ์ฟันด์ของเอเชียกำลังซบเซาอย่างหนัก เนื่องจากผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ไม่มีนักลงทุนคนไหนกล้าเสี่ยงกับเฮดจ์ฟันด์ของเอเชียโดยไม่จำเป็น ทำให้เฮดจ์ฟันด์ทั้งหลายไม่สามารถระดมทุนไปลงทุนในตลาดได้ ขณะที่ เงินที่นำไปลงทุนส่วนใหญ่ก็ประสบปัญหาตรงที่ว่าไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับคืนมา

หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือว่า เป็นการลงทุนที่ยังคงมีความเสี่ยงเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม แต่กำไรที่ได้กลับมานั้น ถือได้ว่าไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่เสียไป หรือเผลอๆ อาจต้องขาดทุน

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2554 นั้น มีกองทุนเฮดจ์ฟันด์สัญชาติเอเชียเพียงแค่ 32% เท่านั้น ที่สามารถคืนผลตอบแทนในระดับบวก ซึ่งถือว่าลดลงมากถึง 75% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

เรียกว่า เป็นผลการดำเนินการที่สร้างความผิดหวังให้กับบรรดานักลงทุน

ขณะที่ เฉพาะปีที่แล้ว บรรดาเฮดจ์ฟันด์ในภูมิภาคเอเชียมีเงินทุนไหลเข้ามาเพียง 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าช่วงปี 2551 ซึ่งตรงกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เฮดจ์ฟันด์เอเชียเคยดึงดูดเงินลงทุนได้สูงถึง 1.76 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ปีเตอร์ ดักลาส ที่ปรึกษาเรื่องการลงทุนของจีเอฟไอเอจากสิงคโปร์ ระบุว่า สถานการณ์ในปัจจุบันส่งผลให้ความอดทนของนักลงทุนเริ่มหมดไป พร้อมๆ กับที่เริ่มรู้ตัวว่า การลงทุนโดยปราศจากความเสี่ยงใดๆ เลย เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากในปัจจุบัน

เรียกได้ว่า บรรดานักค้าของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ซึ่งเคยทำกำไรได้จากส่วนต่างของราคาหุ้นในตลาดไม่สามารถดำเนินกลยุทธ์แบบเดิมได้ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถหาตัวเลือกในการลงทุน เพราะเงื่อนไขของตลาดหุ้นทุกวันนี้แปรปรวนมากเกินไปจนไม่เหมาะกับการลงทุน

ดังนั้น ปี 2555 จึงมีแนวโน้มที่โลกจะได้เห็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์เอเชียเดินหน้าปิดตัวครั้งใหญ่

 

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม