
แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาเยาวชนทั้งระบบ
เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่ายังมีแสงสว่างอันเจิดจ้าให้เห็นอยู่ที่ปลายอุโมงค์ ภายหลังประเทศไทยผ่านพ้นจากอุบัติภัยครั้งเลวร้ายในปี 2554 มาได้
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่ายังมีแสงสว่างอันเจิดจ้าให้เห็นอยู่ที่ปลายอุโมงค์ ภายหลังประเทศไทยผ่านพ้นจากอุบัติภัยครั้งเลวร้ายในปี 2554 มาได้
เกิดเป็นความคาดหวังในปีหน้าฟ้าใหม่ 2555 สะท้อนผ่านมุมมองนักวิชาการนักเคลื่อนไหว ต่อปัญหาหลากหลายมิติทางสังคม
วัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ “ครูหยุย” เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ฉายภาพปัญหาของเยาวชนซึ่งถูกหมักหมมมานาน โดยไม่ได้รับการแก้ไขว่าขณะนี้มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงอยู่หลายเรื่อง เช่น การมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร ท้องวัยเรียน ยาเสพติด พฤติกรรมก้าวร้าว ยกพวกตีกัน ตั้งแก๊งซิ่งมอเตอร์ไซค์ ข่มขืนกระทำชำเรา และอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ซึ่งปัญหาทั้งหมดล้วนเกี่ยวโยงถึงกัน และควรได้รับการแก้ไขทั้งองคาพยพ มิใช่แก้เพียงจุดใดจุดหนึ่ง
ทว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะในระดับกระทรวง ทบวง กรม ยังขาดความตระหนักและขาดวิธีการจัดการที่ถูกต้อง โดยมักใช้อำนาจในการแก้ปัญหา เช่น การปราบปราม และใช้กฎหมายเข้าจัดการ แต่ไม่มีการใช้หลักจิตวิทยาในรับมือ ทำให้เด็กและเยาวชนถูกผลักให้ห่างออกไปจากผู้ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
ครูหยุย บอกว่า สิ่งที่อยากเห็นในวันข้างหน้าคือ รัฐจะต้องเร่งแก้ปัญหาให้จริงจังมากขึ้น โดยตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้านสังคม เพื่อวางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน โดยสัดส่วนครึ่งหนึ่งมาจากรัฐมนตรี และอีกครึ่งหนึ่งคือผู้ทรงวุฒิจากเครือข่ายองค์กรต่างๆ เพื่อกำหนดทิศทางร่วมกัน โดยเฉพาะการส่งเสริมพฤติกรรมด้านบวกและเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาเด็ก
ด้าน มนตรี สินทวีชัย หรือ “ครูยุ่น” เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก กล่าวว่า อยากเห็นเด็กทุกคนได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียม เสมอภาค และทั่วถึง อย่างน้อยที่สุดต้องมีหลักประกันสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งในด้านการศึกษา สุขภาพ และบริการด้านต่างๆ จากรัฐ
“การศึกษาเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องเข้าถึงด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งเด็กในเมืองและชนบท ซึ่งการศึกษาจะเป็นต้นทุนสำคัญในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมต่อไปได้ โดยไม่ถูกรังแกหรือเอาเปรียบ” มนตรี กล่าว
สำหรับมิติทางการศึกษา วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า สิ่งที่แวดวงการศึกษาไทยควรได้รับเป็นของขวัญปีใหม่คือ การผลิตครูที่มีศักยภาพในการสอน และแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาคุณภาพครูอย่างเป็นระบบให้ได้โดยเร็วที่สุด
“หากการศึกษาคือกระบวนการที่ขับเคลื่อนอย่างไม่จบสิ้นเพื่อสร้างการเรียนรู้ สิ่งที่สำคัญยิ่งต่อความสำเร็จของระบบการศึกษาคือ คุณภาพครู โดยต้องหาคนที่เหมาะสมมาเป็นครู ทั้งพัฒนาครูให้เป็นผู้สอนที่มีประสิทธิภาพและสร้างระบบการศึกษาที่สามารถทำให้เกิดการสอนที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แก่เด็กทุกคน” วรากรณ์ กล่าว
เขาระบุว่า การพัฒนาการศึกษาให้เป็นรูปธรรมนั้นยากที่จะเกิดขึ้นและมองเห็นผลในระยะสั้น ขณะที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการศึกษาไทยมีปัญหาสะสมไว้หลายด้าน และแทบทุกปัญหาต้องอาศัยระยะเวลาในการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง หากต้องแก้ไขทุกเรื่องในเวลาเดียวกันนั้นยากที่จะมองเห็นความเป็นไปได้ จึงต้องเริ่มจากสิ่งที่ทำได้จริงและใช้แก้ปัญหาได้อย่างครอบคลุม ยืนระยะแก้ปัญหาได้ตรงเป้าที่สุด
อำนวย สุนทรโชติ ประธานชมรมค่านิยมสร้างชาติ ต้องการให้การศึกษาไทยเกิดคุณภาพทางวิชาการอย่างที่มีการพูดถึงอย่างจริงจัง นอกจากนี้ควรมีแผนการที่ชัดเจนในการดำเนินการ เพราะขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มียุทธศาสตร์การศึกษาที่จับต้องได้
ด้านมิติทางสุขภาพ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แสดงความกังวลต่อปัญหาการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณสินค้าเกินจริง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร-เวชภัณฑ์ยา
สารี เล่าว่า ได้เฝ้าระวังการโฆษณาผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายผ่านสื่อท้องถิ่น อาทิ วิทยุ-เคเบิลทีวี พบว่าสินค้าที่นำมาโฆษณาส่วนใหญ่ไร้การควบคุมและไม่มีการขออนุญาตโฆษณาอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังพบว่าโฆษณาตามสื่อท้องถิ่นเข้าข่ายหลอกลวง นำไปสู่การบริโภคและเกิดโรคร้ายในท้ายที่สุด
“เราพบว่ามีชาวบ้านรายหนึ่งดูโฆษณาเอ็มไซม์แล้วเกิดเชื่อ อยากกินจนต้องบังคับให้บุตรชายไปซื้อหามาให้รับประทาน ท้ายที่สุดชาวบ้านรายนั้นก็เสียชีวิตไป นอกจากนี้ตามรายงานสถานการณ์ความทุกข์ของผู้บริโภคประจำปี 2554 พบว่ามีผู้ร้องเรียนทั้งสิ้นถึง 895 กรณี” สารี ระบุ
สารี บอกว่า ปัญหาในข้างต้นสะท้อนถึงการจัดการที่บกพร่อง โดยเฉพาะมาตรฐานในการจัดการของแต่ละจังหวัดที่ลักลั่นกัน เพราะบางพื้นที่ดำเนินการอย่างเข้มงวด บางพื้นที่ปล่อยปละละเลย
สิ่งที่เอ็นจีโอรายนี้อยากเห็นในปี 2555 คือประชาชนในฐานะผู้บริโภคจะต้องมีความรู้เท่าทันผู้ประกอบการ ทั้งการโฆษณาและตัวผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น โดยเครือข่ายฯ จะเดินหน้าเคลื่อนไหวให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ขณะที่ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นลำดับต้นๆ
นอกจากนี้ ยังมีการวิพากษ์ปัญหาของกลุ่มผู้ใช้แรงงานจาก ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ที่เห็นว่ามี 3 ประเด็นที่ต้องเฝ้าติดตามและขับเคลื่อนต่อไปคือ เรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ในเดือน เม.ย. เพราะแม้จะเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน แต่ค่าจ้างที่ปรับขึ้นนั้นยังไม่ได้เป็นอัตราเดียวกันทั่วประเทศ
“พี่น้องแรงงานในต่างจังหวัดก็ยังต้องการได้ค่าจ้าง 300 บาทเหมือนในกรุงเทพฯ เพราะราคาสินค้าและค่าครองชีพก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่ทำไมถึงได้ไม่เท่ากัน” ชาลี กล่าว
ประเด็นต่อมาที่ชาลีต้องการเห็นความชัดเจนจากรัฐบาลคือ การให้เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งแม้ว่าจะปรับในฝั่งข้าราชการและรัฐวิสาหกิจแล้ว แต่รัฐเองก็ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะผลักดันเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท สำหรับลูกจ้างฝั่งเอกชนได้อย่างไร
สำหรับประเด็นสุดท้ายที่ ชาลี ฝากให้รัฐจัดการคือปัญหาการเลิกจ้าง ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น
ชาลี กล่าวว่า แนวโน้มการเลิกจ้างส่งสัญญาณมาตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วม และขณะนี้หลายๆ โรงงานก็ยังไม่กลับมาเริ่มกิจการ ประจวบกับช่วงเดือน เม.ย. จะมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีก นายจ้างอาจฉวยโอกาสนี้ในการปลดคนงาน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าการเลิกจ้างน่าจะมีตัวเลขมากกว่า 1 แสนคน เพราะยังมีแรงงานนอกระบบและแรงงานต่างด้าวอีกจำนวนมากที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม
ทั้งหมดคือความคาดหวังและเป็นภาพที่ควรจะเป็นในปี 2555 คำถามคือรัฐบาลยอมเปิดใจรับฟังและให้น้ำหนักสู่การจัดทำนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจังมากน้อยเพียงใด







