
'ทักษิณ'โชว์พลัง ภาวะผู้นำ'ปู'ถดถอย
การปรากฏภาพเขย่ามือร่วมกัน (Shake Hand) ระหว่าง อองซานซูจี ผู้นำประชาธิปไตยของพม่า
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การปรากฏภาพเขย่ามือร่วมกัน (Shake Hand) ระหว่าง อองซานซูจี ผู้นำประชาธิปไตยของพม่าและ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย กลายเป็นจังหวะก้าวทางการเมืองที่สำคัญของรัฐบาลไทยในสายตาชาวโลกในฐานะพี่เบิ้มภูมิภาคอาเซียน
ท่ามกลางสายตาของชาวโลกที่กำลังดูว่าไทยจะมีท่าทีอย่างไรต่อการสร้างประชาธิปไตยของพม่า ปรากฏว่าในไทยต่างจับตารัฐบาลของยิ่งลักษณ์แบบตาไม่กะพริบเช่นกัน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าเป็นผู้กำกับให้กับนายกฯ น้องสาวด้วยตัวเอง
“ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและพม่าไม่เคยจืดจางนับตั้งแต่สมัยที่ผมเป็นรัฐบาล เพราะผมไม่เคยใช้ไม้แข็งกับพม่าอย่างที่ชาติมหาอำนาจทำกัน ผมมักใช้ไม้อ่อนมากกว่า ...ภายหลังการประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ไทยจะได้รับผลประโยชน์ต่างๆ มากมายจากพม่า รวมถึงข้อตกลงด้านพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มากขึ้น” พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยระหว่างการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
หากมองท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในมิติของนักธุรกิจ แน่นอนว่าเป็นการมองพม่าแบบวิสัยทัศน์ ในฐานะที่กำลังจะเป็นประเทศเศรษฐกิจแห่งใหม่ของอาเซียน หลังจากพม่าปิดประเทศมานานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยเหตุผลทางการเมืองแบบไม่แยแสชาวโลก ทำให้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจของพม่า ซึ่งไม่เคยถูกดูดออกมาใช้กลายเป็นขุมทองของนักลงทุนทั่วโลกไม่ใช่แค่ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงคนเดีย
ทว่าในความเป็นจริง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นแค่มหาเศรษฐีธรรมดา แต่ยังมีสถานะเป็นถึงพี่ชายของ ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีของไทยด้วย ดังนั้นการแบไต๋ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ในการกรุยทางให้น้องสาวเข้าพม่า จึงไม่อาจปฏิเสธเสียงครหาไปได้
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับผลประโยชน์ในพม่าเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังสั่งการให้ธนาคารเพื่อการนำเข้าและการส่งออกแห่งประเทศไทยปล่อยสินเชื่อให้กับพม่าเพื่อนำเข้าอุปกรณ์โทรคมนาคมของไทย
กรณีดังกล่าวได้นำมาสู่การพิพากษาในเวลาต่อมาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า การดำเนินการของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทของครอบครัวในฐานะตัวเองเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป)
“เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และคู่สมรส ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างแท้จริงในบริษัท ไทยคม และบริษัท ไทยคม มีสัดส่วนของการถือหุ้นถึงกว่าร้อย 51 จึงเป็นการไม่สมควรที่จะอนุมัติวงเงินกู้สินเชื่อเพิ่มเติมให้แก่รัฐบาลสหภาพพม่า องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเสียงข้างมากว่า การดำเนินการกรณีนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ไทยคม และบริษัท ชินคอร์ป” (คำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดียึดทรัพย์ประกาศในราชกิจจานุเบกษาหน้า 110)
อย่าได้แปลกใจหาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องเผชิญกับเสียงครหาไล่หลังตามมาอีกครั้ง เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลชุดนี้มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นซูเปอร์นายกฯ เหนือยิ่งลักษณ์อีกชั้นหนึ่ง
สะท้อนได้จากนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาอย่าง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เป็นผลให้เกิดความกริ่งเกรงว่าท่าทีของไทยต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจในพม่าที่จะออกมาในระยะยาวภายใต้รัฐบาลชุดนี้จะมี พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
ประเด็นนี้กำลังนำพารัฐบาลเข้าสู่จุดเปราะบางต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอีกครั้ง เมื่อพบว่ายิ่งลักษณ์แสดงท่าทีไม่ตอบรับหรือปฏิเสธความเคลื่อนไหวของพี่ชายในบริเวณลุ่มแม่น้ำอิรวดีในทำนองว่า “ต้องบอกว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีเราไม่ควรปิดกั้น แต่การตัดสินใจการทำงานทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของรัฐบาลที่ดำเนินการเองทั้งหมด” ซึ่งไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลยว่าการตัดสินใจในนโยบายของรัฐบาลไทยต่อพม่าจะปราศจากความคิดอ่านของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ใช่ว่าจะมีแต่กรณีของพม่าเท่านั้นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่งจะมีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานการต่างประเทศ แต่กับประเทศกัมพูชา ยิ่งลักษณ์ ก็ยังต้องขอแรงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เช่นกัน โดยในช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์มีกำหนดการไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ
กลับปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีคิวไปพบนายกรัฐมนตรีฮุนเซนเช่นกัน แม้ว่าทั้งพี่ชายและน้องสาวจะไม่ได้พบหน้ากันที่กัมพูชา แต่ครั้งนั้นก็เป็นที่จับตาของสังคมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กับ ฮุนเซน จะมีการเจรจากันเรื่องผลประโยชน์อะไรหรือไม่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการด้านพลังงานในทะเลร่วมกันของทั้งสองประเทศ
กลายเป็นภาระของยิ่งลักษณ์ต้องแบกหน้าชี้แจงต่อสาธารณชนหลายครั้งว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ เป็นเพียงการพบกันตามปกติเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในมุมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ย่อมต้องการเจตนาดีและเสริมเขี้ยวเล็บให้กับยิ่งลักษณ์มากขึ้น เพราะการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เอาตัวเองออกหน้าไปก่อนในด้านการต่างประเทศย่อมช่วยให้ยิ่งลักษณ์มั่นใจมากขึ้นแน่นอน หลังจากเมาหมัดในช่วงการบริหารน้ำท่วมที่ผ่านมา
เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เล็งเห็นยิ่งลักษณ์แล้วว่าเพียงแค่งานในประเทศหรือการจะชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคมยังยากลำบาก ยกตัวอย่างในช่วงอุทกภัยที่ผ่านมา นายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้แสดงอาการประหม่าพูดผิดๆ ถูกๆ หลายครั้ง จนกลายเป็นข้อติฉินนินทาของสังคมกันอย่างสนุกปาก เรียกได้ว่าเสียรังวัดไปพอสมควร หมดลายอดีตซีอีโอบริษัทมหาชนใหญ่ของประเทศไทย
ดังนั้น หากยิ่งลักษณ์ปล่อยไก่กลางงานต่างประเทศ ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน แถมยังเป็นลูกโซ่มาถึงพรรคเพื่อไทย
ทว่าการปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามามีส่วนร่วมกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลมากเท่าไหร่ ความน่าเชื่อถือของยิ่งลักษณ์ในสายตาคนภายนอกย่อมลดลงมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากสะท้อนว่ายิ่งลักษณ์ไม่มีภาวะความเป็นผู้นำมากพอกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ
สิ่งที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพในการสั่งส่วนราชการ อนาคตอาจเป็นไปได้ที่จะสั่งใครไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับเสือกระดาษ ไม่มีบารมีทางการเมือง โดยทุกอย่างต้องไปขึ้นตรงกับอดีตนายกฯ ทักษิณ เท่านั้น ภาพของยิ่งลักษณ์ก็เป็นเพียงหุ่นเชิด
นอกจากนี้ มั่นใจได้เลยว่าหากยิ่งลักษณ์ยังไม่สร้างความเข้มแข็งทางการเมืองขึ้นมาด้วยตัวเอง ผลกระทบระยะยาวย่อมจะส่งผลต่อพรรคเพื่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เลวร้ายสุดการไร้ภาวะผู้นำจะกัดเซาะพรรคเพื่อไทยไปตลอดอายุของสภา
ถึงเวลานั้น ไม่อยากคิดว่าประเทศชาติจะบอบช้ำขนาดไหนท่ามกลางความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลและการก้าวไม่ข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร







