posttoday
'อีซีบี'ทุ่มหมดหน้าตัก สุดท้ายก็แค่ ไม้เด็ดเฉพาะหน้า!

'อีซีบี'ทุ่มหมดหน้าตัก สุดท้ายก็แค่ ไม้เด็ดเฉพาะหน้า!

23 ธันวาคม 2554

ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม เมื่อธนาคารพาณิชย์ทั่วยุโรปแห่แหนกันเข้าขอประมูลกู้วงเงินไม่จำกัดวงเงินระยะกู้ 3 ปี

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม เมื่อธนาคารพาณิชย์ทั่วยุโรปแห่แหนกันเข้าขอประมูลกู้วงเงินไม่จำกัดวงเงินระยะกู้ 3 ปี ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ปล่อยไม้เด็ดนี้ออกมาหวังกู้วิกฤตความเชื่อมั่นในภาคการเงินของยูโรโซนที่ดิ่งเหววันแล้ววันเล่า

มาตรการอัดฉีดครั้งล่าสุดเข้าสู่ภาคการเงินผ่านการปล่อยกู้ก้อนโต และระยะการกู้สั้นกว่าทุกครั้งที่เป็นมาในหนนี้คือว่าเป็นการอัดฉีดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งครั้งนั้นมียอดปล่อยกู้อยู่ที่ 4.5 แสนล้านยูโร และมีระยะการกู้เพียงปีเดียวเท่านั้น แต่ในหนนี้ปริมาณการปล่อยกู้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 4.892 แสนล้านยูโรเข้าไปแล้ว โดยมีธนาคารถึง 523 แห่ง ที่เข้าร่วมแบ่งเค้กก้อนยักษ์ก้อนนี้

แน่นอนว่า ไม้เด็ดของอีซีบีครั้งล่าสุดจะช่วยสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้กับธนาคารพาณิชย์ทั่วยุโรปได้อย่างฉับพลัน ซึ่งจะช่วยให้การปล่อยกู้เข้าสู่ภาคธุรกิจต่อไปได้อีกด้วย เนื่องจากอีซีบีหวั่นเกรงว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ในภาคการเงินจะส่งผลกระทบต่อการปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี อันเป็นหนึ่งในกลไกการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจยุโรปที่สำคัญที่สุด

นอกจากนั้น ธนาคารพาณิชย์ยังอาจจะนำกู้เหล่านี้ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสเปนและอิตาลีอีกด้วย ซึ่งถือเป็นชาติยักษ์ใหญ่อันดับที่ 3 และ 4 ของยูโรโซนที่เศรษฐกิจกำลังมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะเกินกว่า 100% ของจีดีพี

'อีซีบี'ทุ่มหมดหน้าตัก สุดท้ายก็แค่ ไม้เด็ดเฉพาะหน้า!

มาตรการครั้งนี้จึงยิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 3 ต่อ คือ 1.การสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้กับภาคธนาคาร เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธนาคารพาณิชย์ที่จะรับแรงกระแทก หากวิกฤตหนี้ลุกลามเข้าสู่ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่มากกว่ากรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกสได้ 2.การกระตุ้นให้เกิดการปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจ และสุดท้าย 3.คืออานิสงส์ที่จะทำให้การระดมทุนของชาติที่กำลังมีปัญหาเป็นไปได้อย่างคล่องตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามาตรการนี้จะถูกเรียกว่า “ไม้เด็ด” กระนั้น นักวิเคราะห์ต่างชาติก็มองว่า ความเคลื่อนไหวของอีซีบีในครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยกู้สถานะของยูโรโซนได้มากเท่าไหร่นัก

ประการแรก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์นำเงินไปซื้อพันธบัตรของสเปนและอิตาลีนั้น อาจจะไม่เกิดขึ้นตามที่หวังนัก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ทั่วยุโรปกำลังวิตกกับความเสี่ยงต่อพันธบัตรของชาติยุโรปที่มีปัญหามากอยู่แล้ว การเข้าซื้อพันธบัตรจากสเปนและอิตาลีนั้น จะยิ่งถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงเข้าในสินทรัพย์ของตัวเองมากขึ้น

โดยสิ่งจำเป็นมากที่สุดสำหรับบรรดานายแบงก์นั้นคือ การสร้างสภาพคล่องให้กับธนาคารมากที่สุด แม้กระทั่งประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี แห่งฝรั่งเศส ก็ยังถึงกับขอให้ธนาคารนำเงินกู้เหล่านั้นไปสร้างสภาพคล่องอุดรูรั่วของตัวเองไว้ก่อน

เพราะในที่สุดแล้วเมื่อธนาคารมีความเข้มแข็งขึ้น ภาครัฐก็ไม่ต้องอุดหนุนเงินช่วยเหลือเพิ่ม อันจะเป็นการสร้างปัญหางูกินหางให้กับภาครัฐที่จะเสี่ยงต่อปัญหาการขาดดุลงบประมาณต่อไป

ประการต่อมา แม้ว่าธนาคารกลางยุโรปจะยอมทุ่มสุดตัวด้วยการปล่อยกู้แบบไม่จำกัดวงเงิน และมีระยะการกู้ยาวนานที่สุดถึง 3 ปี แต่ทว่าก็กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนต้องการเห็นนักนั่นก็คือ อีซีบีควรจะต้องเข้าไปรับซื้อสินทรัพย์ที่มีปัญหาของภาครัฐ ดังเช่นมาตรการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้มาตลอด

แน่นอนว่า อีซีบีวางสถานะไว้ต่างกับธนาคารกลางสหรัฐ ที่จะไม่ทำงานเกินเลยหน้าที่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อีซีบีจะถูกกดดันอย่างหนักให้เข้าแทรกแซงตลาดการเงินเหมือนกับเฟด โดยเฉพาะการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีปัญหาของภาคการเงิน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2555 นั้น ประเมินกันว่าธนาคารพาณิชย์ในยุโรปถือพันธบัตรรัฐบาลชาติยุโรปที่มีปัญหา ซึ่งจะมีกำหนดชำระคืนในปี 2555 ติดเป็นปริมาณสูงถึง 7 แสนล้านยูโร นั่นคือความเสี่ยงและความวิตกกังวลมากที่สุดในวิกฤตหนี้ครั้งนี้ ซึ่งปริมาณการกู้จากอีซีบีล่าสุดแม้ว่าจะสูงถึง 4.89 แสนล้านยูโรแล้ว แต่แน่นอนว่าไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมหนี้ครบกำหนดชำระในที่สุด

ด่านแรกคือในไตรมาสแรกของปีหน้านั้น จะมีหนี้ครบกำหนดชำระมากถึง 2.3 แสนล้านยูโร!

ดังนั้น แม้ว่าธนาคารต่างๆ จะมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม แต่ทว่าต่างก็ยังถือความเสี่ยงอยู่เต็มมือ และมีสิทธิสูงที่ในปีหน้าที่จะได้เห็นหลายธนาคารต้องหั่นลดมูลค่าสินทรัพย์ลง ถ้าบางชาติในยุโรปถึงตาจนไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ หรือแม้กระทั่งถ้าบางชาติที่มีปัญหาเดินออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้

อีกทั้งยังน่าเป็นห่วงว่าการออกมาตรการลดแลกแจกแถมจากอีซีบีหนนี้ จะยิ่งส่งผลให้ภาคธนาคารกลางยุโรปเสพติดพฤติกรรมรอรับความช่วยเหลือจากทางการมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งต้นตอของวิกฤตการเงินยูโรโซนในครั้งนี้ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ในสเปนและอิตาลี ที่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐบ่อยครั้งอยู่แล้ว

มาตรการดังกล่าวของอีซีบี สุดท้ายก็เป็นเพียงมาตรการที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในภาคการเงินของยุโรป และเงินยูโรในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะอีซีบียังยืนยันสถานะตัวเองเช่นเดิม และการแก้ปัญหาในระยะยาวของยุโรปก็จะเป็นสิ่งที่นักลงทุนได้แต่เฝ้ารอต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน