
จับตาคาบสมุทรเกาหลีชะตากรรมในมือลูกคนเล็ก
ต้องยอมรับว่า ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของคิมจองอิล ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนานนับ 17 ปี
ต้องยอมรับว่า ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของคิมจองอิล ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนานนับ 17 ปี
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ต้องยอมรับว่า ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของคิมจองอิล ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนานนับ 17 ปี ได้กลายเป็นประเด็นสั่นคลอนเสถียรภาพความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
รุนแรงถึงขนาดที่ว่า รัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นต้องประกาศประชุมฉุกเฉิน ตลอดจนสั่งกองกำลังทหารคุมเข้มบริเวณชายแดนและน่านน้ำ
เพราะการถึงแก่อสัญกรรมของคิมจองอิลถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีของประเทศเกาหลีเหนือ ภายใต้การนำของคิมจองอุนบุตรชายคนสุดท้องของคิมจองอิล ทายาททางการเมืองที่เพิ่งจะมีการประกาศตัวและแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว ที่ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนลงไปได้ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด
จะดีขึ้นกว่าเดิม แย่ลงกว่าเก่า หรือเป็นเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา ไม่ว่าจะเป็นในแง่ความสัมพันธ์กับประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างเกาหลีใต้ การเปิดประเทศต้อนรับชาวต่างชาติ และประเด็นเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ที่ส่งผลให้สหรัฐประกาศตัดความช่วยเหลือจนประชาชนกว่า 3 ล้านคน ต้องเสียชีวิตจากความอดอยาก
ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือ รวมถึงบรรดาผู้นำทั่วโลก ล้วนออกมาแสดงความเห็นตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า ไม่สามารถคาดเดาหรือคาดการณ์ใดๆได้เลย สำหรับโฉมหน้าใหม่ของประเทศเกาหลีเหนือที่กำลังจะมาถึง
เพราะ คิมจองอุน คือบุรุษลึกลับที่ทั่วโลกเพิ่งจะให้ความสำคัญและสนใจได้เพียงไม่นานภายหลังการประชุมใหญ่ของพรรคกรรมกรเกาหลี ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี เมื่อวันที่28 ก.ย. 2553
ในครั้งนั้น สื่อทั่วโลกโหมประโคมข่าวถึงการแต่งตั้งค่อนข้างจะเอิกเกริก เนื่องจากเป็นสัญญาณแรกสุดที่ชี้ให้เห็นว่า เกาหลีเหนือจะถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง และยังเป็นการยืนยันถึงอาการป่วยหนักรุนแรงของคิมจองอิล ที่มีเสียงร่ำลือกันมานาน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับว่าที่ผู้นำคนใหม่ของประเทศกลับมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย จนเรียกได้ว่าแม้จะถึงขนาดพลิกแผ่นดินควานหา ก็ไม่ได้เนื้อหาตื้นลึกหนาบางใดๆ มากนัก
นอกเสียจากข้อมูลทั่วๆ ไป ว่าเป็นลูกชายคนสุดท้องของตระกูลคิม เกิดจากภรรยาคนที่ 3 อายุอยู่ในวัย 20 ตอนปลาย รับการศึกษาในวัยเด็กจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นบุตรชายคนโปรดของคิมจองอิลที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำระดับสูงของพรรคแรงงานเกาหลี และเป็นพลเอก 4 ดาวในกองทัพประชาชนเกาหลี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ควบคุมทั้งทางการเมืองและกองทัพ
ยิ่งไปกว่านั้น กว่าที่โลกจะได้รู้จักหน้าค่าตาของคิมจองอุน ก็อีก 1 เดือนหลังจากการเปิดตัว ขณะที่คิมจองอุนปรากฏตัวในพิธีครบรอบ 63 ปีของการสถาปนาประเทศ
นอกจากนี้ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับว่าที่ผู้นำคนใหม่ของประเทศเกาหลีเหนือ ก็ยังถือได้ว่าน้อยมาก จนไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ว่าแท้จริงแล้วตัวตนของคิมจองอุนเป็นเช่นไร
ความไม่รู้ดังกล่าวได้สร้างความหวาดวิตกไปทั่วโลก โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นว่า ด้วยความหนุ่มแน่น อาจทำให้คิมจองอุนตัดสินใจแสดงแสนยานุภาพของตนเองที่อาจเลวร้ายถึงขั้นยิงขีปนาวุธสักลูกสองลูกใส่เกาหลีใต้ จนกลายเป็นชนวนตึงเครียดของสงครามบนคาบสมุทรเกาหลี
ทั้งนี้ สาเหตุที่นักวิเคราะห์มีความเห็นไปในทำนองนี้เป็นเพราะเมื่อพิจารณาจากการที่คิมจองอิลผู้พ่อ มีการแต่งตั้งคนสนิทของตนเองรายล้อมคิมจองอุน ทั้งการแต่งตั้ง คิมเกียงฮุย น้องสาววัย 65 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของจางซองแทค น้องเขยและผู้นำหมายเลข 2 รองจากคิมจองอิล รวมถึง โชเรียงแฮ ผู้ช่วยคนสนิทของคิมจองอิล ขึ้นเป็นนายพล 4 ดาว เพื่อให้ช่วยเป็นที่ปรึกษาในการบริหารประเทศ
แสดงให้เห็นว่า ตัวตนของคิมจองอุนยังไม่ได้รับการยอมรับจากเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศมากเท่าไรนัก เพราะไร้ประสบการณ์ แม้ทางการเกาหลีเหนือประกาศยืนยันแล้วว่าจะสนับสนุนคิมจองอุนให้เป็นผู้นำประเทศสืบต่อจากบิดา
ขณะที่นักวิชาการอีกส่วนหนึ่งมองว่าสถานการณ์ของคิมจองอุนแตกต่างจากสมัยที่คิมจองอิลขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำตรงที่เงื่อนไขของสภาพสังคมในเกาหลีเหนือ ที่ในขณะนี้ปัญหาความอดอยากยากจนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับการที่สังคมเกาหลีเหนือเริ่มเปิดกว้างรับข้อมูลข่าวสารจากภายนอกมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนในเกาหลีเหนือเริ่มหมดแรงศรัทธาต่อผู้นำตระกูลคิม
ความไม่ลงรอยระหว่างผู้ที่สนับสนุนตระกูลคิม กับผู้ที่ไม่เชื่อถือในวุฒิภาวะความเป็นผู้นำของคิมจองอุน หรือความขัดแย้งระหว่างผู้นำกับประชาชน อาจบานปลายกลายเป็นสงครามย่อมๆ ภายในเกาหลีเหนือได้
นอกเสียว่า คิมจองอุนจะแสดงอำนาจความเด็ดขาดให้เห็น เหมือนเช่นที่คิมจองอิลผู้พ่อเคยกระทำมาแล้ว เมื่อครั้งต้องขึ้นสืบทอดตำแหน่งผู้นำประเทศต่อจากปู่ หรือคิมอิลซุง เช่น การเดินหน้าท้าทายมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐในการปรับปรุงพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ท้าทายเสถียรภาพของภูมิภาค
และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ค่อนข้างเชื่อว่าคิมจองอุนจะเลือกเดินตามรอยบิดา เห็นได้จากรายงานข่าวกรณีการปะทะกันบริเวณชายแดนเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ในช่วงปี 2552-2553 ที่ระบุว่า คิมจองอุนคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกฟากหนึ่งก็เลือกที่จะมองในแง่ดีว่า การเปลี่ยนผ่านผู้นำหนุ่มรุ่นใหม่อาจนำไปสู่สิ่งใหม่ๆ ที่ดีขึ้นมากกว่าเดิม เช่น การที่เกาหลีเหนือยอมเปิดประเทศ หรือรับฟังความเห็นจากนานาชาติมากขึ้น
ทว่า ทั้งหมดก็ล้วนเป็นเพียงแค่การคาดการณ์ที่ไม่สามารถอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งใดๆ ได้เลย
เรียกได้ว่า ว่าที่ผู้นำโสมแดงเกาหลีเหนือคิมจองอุน คือตัวตนนิรนามที่ทั่วโลกยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนแน่นอนใดๆ ออกมา
และมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์และเป็นคำตอบ ถึงบทบาทโฉมหน้าใหม่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
ว่าจะเป็นโสมแดงที่ทั่วโลกยอมรับ หรือโสมแดงที่ทั่วโลกต้องขยาดอีกต่อไป







