
ฟันธง'ทอง'ลงแค่ชั่วคราว
สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำถือว่าดำดิ่งจนนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศต่างตื่นตระหนก
โดย...ทีมข่าวการเงิน
สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำถือว่าดำดิ่งจนนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศต่างตื่นตระหนก
ราคาทองคำในตลาดโลกเพิ่งหลุดแนวรับสำคัญที่ 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ไปแล้ว และมาเคลื่อนไหวแถวๆ 1,566-1,567 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 2.43 หมื่นบาทต่อบาททองคำ
สาเหตุหลักมาจากการที่นักลงทุนไม่เชื่อมั่นในค่าเงินยูโรที่จัดการหนี้ไม่เบ็ดเสร็จ จึงเกิดการเฮโลขายสินทรัพย์เสี่ยงไปถือเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไม่เว้นแม้กระทั่งนักลงทุนทองคำ
เงินเหรียญสหรัฐได้กลายเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนแทนที่ทองคำ ที่เคยปรับตัวขึ้นอย่างหนักก่อนหน้านี้ไปทำจุดสูงสุดที่ 1,900 เหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน ส.ค.และต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
การที่ราคาได้ปรับตัวลงอย่างหนักนับตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 8 ธ.ค. 2554 ก่อนการประชุมผู้นำสหภาพยุโรปเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ในวันที่9 ธ.ค. จากราคา 1,730 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์มาถึงระดับปัจจุบัน ระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ราคาทองคำร่วงลงมาแล้วถึงประมาณ 164เหรียญสหรัฐ
คนที่เล่นอยู่กับเงินไม่กลัวก็แปลกไปแล้ว
เรียกว่า ราคาทองคำพลิกเป็นขาลงอย่างชัดเจนแล้ว ภายหลังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ไม่ได้ส่งสัญญาณการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงิน (QE3)ออกมา เพราะปัญหาความขัดแย้งทางด้านการเมือง
โลกทั้งโลกต่างวิตกกันว่า ปัญหาหนี้ยุโรปจะฉุดให้เศรษฐกิจโลกถดถอย ซ้ำเติมด้วยเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่มีแนวทางการแก้ไขที่ชัดเจน จะทำให้เศรษฐกิจโลกย่ำแย่ไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้นักลงทุนจึงเกิดอาการไข้ขึ้นหัว เตรียมตัวเผ่น
ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ วงจรขาลงของราคาทองคำจะอยู่อีกนานแค่ไหน
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า การลงรอบนี้ของราคาทองคำจะมีวงจรราว 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน เพราะในที่สุดแล้วสหรัฐต้องตัดสินใจอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่มีเสถียรภาพ คนยังว่างงานสูง ขาดดุลการค้าสูง แม้ว่าปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐยังน้อยกว่ายุโรปก็ตาม
เมื่อเป็นเช่นนี้ แนวรับต่อไปของราคาทองคำ คือ 1,550 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หากหลุดจากนี้ต้องเป็น 1,500 เหรียญสหรัฐ หรือ 2.36 หมื่นบาทต่อบาททองคำ
ขณะนี้เหลือเวลาประมาณ 15 วันก็จะสิ้นปี ราคาทองคงร่วงไปตลอดปีนี้จนถึงครึ่งแรกของเดือน ม.ค. 2555 จากนั้นราคาทองคำมีโอกาสขยับขึ้น จากปัญหาของสองประเทศมหาอำนาจที่ต้องได้รับการใส่ใจในที่สุด
เพราะราคาทองคำกลัวดอกเบี้ยขึ้น แต่แนวโน้มดอกเบี้ยไม่น่าจะขึ้นเนื่องจากปัญหาของสองประเทศข้างต้น ธนาคารกลางประเทศต่างๆยังมีความต้องการซื้อทองคำ รวมถึงความต้องการทองคำจากจีนและอินเดีย ที่บริโภคทองคำสูงสุดยังมีความต้องการเพิ่มถึง 7-10% อีกทั้งช่วงที่ราคาทองคำลง กองทุนทองคำขนาดใหญ่ อย่าง SPDR Gold Trust ยังถือครองทองคำถึง 1,294.8 ตัน โดยไม่มีการขายออกมา
ดังนั้น แนวโน้มราคาทองคำในปีหน้าจะปรับตัวขึ้นทะลุจุดสูงสุดเดิมที่เคยทำได้ที่ 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และเชื่อว่าจะวิ่งไปถึง 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 3 หมื่นบาทต่อบาททองคำแต่การขึ้นไปนั้นยังคงความผันผวนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และตามข่าวมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเช่นเดียวกับปีนี้
“ทองคำจะกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอีกครั้ง เมื่อเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า เนื่องมาจากมีมาตรการอัดฉีดเงินเข้ามาก่อนการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในปลายปีหน้า” กูรูค้าทองคำวิเคราะห์
ราคาทองคำเริ่มต้นปีนี้ที่ 1,420 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 2.01-2.02 หมื่นบาทต่อบาททองคำ จากนั้นมีการลดลงต่ำสุดปลายเดือน ม.ค. ที่ 1,314 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ 2 ครั้ง ในเดือน ส.ค.และต้น ก.ย. แต่ไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้านนี้ไปได้
ด้านณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก แนะนำว่า กลยุทธ์การลงทุนของนักลงทุนควรปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ไม่ควรยึดติดกับการลงทุนโดยไม่มีการปรับกลยุทธ์เพื่อบริหารความเสี่ยง
เพราะในอดีตราคาทองคำมีฤดูกาลขึ้นลงโดยปรับขึ้นสูงสุดช่วงไตรมาสแรกและไตรมาส 4 ของทุกปี แต่ปัจจุบันนี้คาดเดาได้ยาก ปีนี้ราคาทองคำกลับทำจุดสูงสุดไตรมาส 3 ทั้งที่อดีตเคยเงียบ ตอนนี้การลงทุนมีบทบาทสำคัญต่อราคาทองคำแท่งมากกว่าความต้องการเพื่อเป็นเครื่องประดับ
ถ้าเป็นเช่นกูรูที่คลุกคลีกับวงการทองคำประเมินสถานการณ์ราคาทองคำที่ปรับเป็นขาลงชั่วคราวนี้ หากนักลงทุนมีกำไรแล้วและกังวลในความเสี่ยงควรขายทำกำไรออกไปก่อน แล้วเข้าซื้อคืนภายหลัง
เพราะไม่ว่าอย่างไรเสีย ราคาทองคำยังมั่นคงที่สุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ ที่กำลังเข้สู่สภาวะสุ่มเสี่ยงและอันตรายมากกว่า







