
สมาคมโลกร้อนลุยฟ้อง30หน่วยงานรัฐ
สมาคมต้านโลกร้อน เดินหน้าฟ้อง หน่วยงานรัฐเพิ่มเป็น 30หน่วยงานมีคนร่วมฟ้องกว่า600ราย คาดเห็นความคืบหน้าใน 3-6 เดือน
สมาคมต้านโลกร้อน เดินหน้าฟ้อง หน่วยงานรัฐเพิ่มเป็น 30หน่วยงานมีคนร่วมฟ้องกว่า600ราย คาดเห็นความคืบหน้าใน 3-6 เดือน
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ได้เดินหน้ารวบรวมร่างคำฟ้องเพื่อยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้กำลังพิจารณาเพิ่ม จากฟ้อง 20 หน่วยงาน เพิ่มเป็น 30 หน่วยงาน โดยคาดว่าจะเห็นความคืบหน้าในการดำเนินการครั้งนี้ ใน 3-6 เดือน สามารถส่งฟ้องได้ภายในวันที่ 21 ธ.ค.นี้
ทั้งนี้ทางสมาคมฯในฐานะผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมเป็นตัวแทนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานต่างๆของรัฐ อาทิ ศปภ. ผู้ว่าฯกทม. เป็นต้น ต่อศาลปกครองกลาง เนื่องจากบริหารงานผิดพลาดล้มเหลว ในการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากได้ตรวจสอบแล้วพบว่า พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครอง พ.ศ. 2542 มีอนุมาตราหลายส่วนที่ให้อำนาจประชาชนสามารถฟ้องร้องต่อหน่วยงานรัฐได้
รวมไปถึง พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 43 ที่ระบุไว้ว่า "หากเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้ใดซึ่งมิใช่เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการบำบัดภยันตรายจากสาธารณภัยนั้นให้ทางราชการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้นั้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง"รวมถึงจะใช้ "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" อ้างอิงเพื่อเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามจริงอีกด้วย กลุ่มผู้ฟ้องร้องจะใช้หลักการของเหตุที่ทำให้เกิดภัยโดยเน้นไปที่การบริหารงานซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวมและต่อผู้ฟ้องเอง โดยตั้งคำถามจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
" ในขณะนี้มีประชาชนสนใจร่วมฟ้องแล้วประมาณ 600 ราย ซึ่งได้อธิบายกับประชาชนที่ร่วมฟ้องว่า ทุกเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ได้รับความเสียหายโดยมีสาเหตุมาจากน้ำท่วม สามารถนำมาฟ้องร้องรัฐได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้" นายศรีสุวรรณกว่า
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้จัด งานสัมมนา หัวข้อ “มหาอุทกภัย 2554 เหตุสุดวิสัยหรือไร้ฝีมือ ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร” โดยมีประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนจากภาวะน้ำท่วมเข้าร่วมรับฟังจำนวนกว่า 300คน โดยมีนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ร่วมให้ความคิดเห็น
นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ประธานสภาคณาจารย์ สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)กล่าวว่า บทเรียนที่ได้จากน้ำท่วมที่ผ่านมา คือไม่สามารถพึ่งรัฐได้ ต้องพึ่งตัวเอง รวมตัวกันป้องกันกันเอง และต้องเริ่มที่ตัวเอง ขณะที่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดระบบเรื่องน้ำให้ได้ โดยที่ผ่านมาชัดเจนแล้วว่า จัดการตามระบบการปกครองไม่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่รอยต่อกทม.และปริมณฑล ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และปทุมธานีถึงเวลาแล้ว ที่จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 2จังหวัด ต้องมาจากการเลือกตั้ง เหมือนกทม.
นายธนวรรธน์ พลวิชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยการค้าไทย กล่าวว่า การบริหารน้ำผิดพลาดครั้งนี้ ทุกหน่วยงานไม่ว่าเป็นกรมทางหลวงที่มีการสร้างถนน กั้นทางน้ำ หรือตัวของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ และอธิบายเหตุผลให้ได้ว่าทำไมจึงตัดสินใจดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดูแลเป็นพิเศษคือคนที่มีรายได้น้อย ธุรกิจขนาดย่อม การรองรับการปลดแรงงาน และดูผังเมืองคูคลองต่างๆ ว่าจะต้องย้ายหรือมีการจัดการเพิ่มเติมอย่างไรต่อจากนี้
นอกจากนี้ การเรื่อการชำระภาษีของคนกทม.ที่ชดเชยให้กับพื้นที่รับน้ำ ต้องมีการพูดให้ชัดเจน เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาบ่งบอกว่ามีผู้ที่เดือนร้อนจากนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตามอยากเสนอว่า เมื่อรัฐบาลไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาให้กับคนทุกกลุ่มได้ ประชาชนจึงจะต้องรับมือโดยเริ่มที่ตนเองก่อน ทั้งการเตรียมชุมชนให้เข้มแข็ง การเตรียมแผนรับมือกับภัยพิบัติรวมถึงการสร้างวินัยของชุมชน ก่อนที่จะขยายวงกว้างในระดับชาติต่อไป
นาย สุชาติ นวกวงศ์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ระยะยาวปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไม่มีการจ้างงาน แรงงานเดือนร้อนอย่างมากมาย ปัญหาที่จะต้องแก้คือการฟื้นความเชื่อมั่น ในอนาคต หากมีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ประชาชนก็ต้องไปดำเนินฟ้องร้องและมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ต่อไป
นาย อดิศร อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า กล่าวว่า มีประเด็นทางสังคมที่เป็นปัญหา ทั้งการแบ่งรูปแบบทางการเมือง การแบ่งหน่วยงานของรัฐ รวมถึงหลักนิติธรรมที่หย่อนยาน มีคนทำความผิด ละเมิดกฎหมาย แต่กลับไม่มีการจับกุมดำเนินคดี ที่ผ่านมา ไม่มีใครตอบได้ว่าน้ำท่วมเพราะอะไร เนื่องจากไม่มีผู้ที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์หรืออธิบายให้ประชาชนได้รับทราบ หากยังมีการทำงานแบบแยกกรมและแยกจังหวัดอยู่ ฤดูฝนอีก 6 เดือนข้างหน้า เชื่อว่าน้ำท่วมแน่นอน







