posttoday
พรทิวาชิงล้มประมูลข้าว5แสนตัน

พรทิวาชิงล้มประมูลข้าว5แสนตัน

25 กุมภาพันธ์ 2553

โพสต์ทูเดย์ — “พรทิวา” สั่งล้มประมูลข้าว 5 แสนตัน หลังถูกกดราคา เตรียมขายในเอเฟตสัปดาห์หน้า 3 แสนตัน ชง กขช. เปิดจุดรับซื้อ สกัดม็อบบุกกรุง ชง กขช.เปิดจุดรับซื้อข้าวชาวนาแก้ปัญหาราคาตกต่ำ หวั่นม็อบบุกกรุง

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ไม่เห็นชอบกับผลการประมูลข้าวในสต๊อกรัฐ 5 แสนตัน หลังคณะทำงานเจรจาต่อรองที่มีนายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธาน ได้ต่อรองราคากับผู้ส่งออกที่เสนอซื้อเสร็จสิ้น และได้เสนอผลการต่อรองมาให้พิจารณาแล้ว

ทั้งนี้ พบว่าผู้ส่งออกเพิ่มราคาให้เพียงตันละไม่เกิน 300 บาท จากราคาที่เสนอซื้อ ซึ่งยังต่ำกว่าราคาตลาดมาก และส่วนที่ผ่านเกณฑ์ราคา ก็ผ่านเกณฑ์เพียงเล็กน้อยคือ ตันละ 100150 บาทเท่านั้น หากอนุมัติขายรัฐบาลจะขาดทุนมหาศาล โดยจะรายงานเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) รับทราบในการประชุมวันนี้ 25 ก.พ.

สำหรับการเปิดซองเสนอราคาซื้อ เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้ส่งออกเสนอราคาซื้อข้าวหอมปทุมธานี นาปรังปี 2551 ตันละ 1.551.82 หมื่นบาท ส่วนนาปีปี 2551/52 ตันละ 1.71.85 หมื่นบาท จากราคาตลาดปัจจุบันตันละ 2.32.4 หมื่นบาท ขณะที่ข้าวขาว 5% นาปรังปี 2551 เสนอซื้อตันละ 1.161.49 หมื่นบาท และนาปีปี 2551/52 เสนอซื้อตันละ 1.381.55 หมื่นบาท จากราคาตลาดตันละ 1.681.69 หมื่นบาท

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนจะระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (เอเฟท) ประมาณสัปดาห์หน้า 3 แสนตัน ส่วนการเปิดประมูลยังมีแผนดำเนินการต่อไปในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการช่วง 2 เดือนนี้ ก่อนข้าวฤดูกาลใหม่จะออกสู่ตลาดเดือน เม.ย. นี้

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า วันที่ 25 ก.พ. นี้ จะมีการเสนอให้ กขช. อนุมัติเปิดจุดรับซื้อข้าวจากเกษตรกร ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ซึ่งเกณฑ์ราคารับซื้อจะยึดจากราคาอ้างอิงข้าวลดหลั่นลงมาตามชนิดข้าวแต่ละชนิด หาก กขช. อนุมัติ กระทรวงพาณิชย์จะเปิดจุดรับซื้อข้าวเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ. นี้ทันที มาตรการดังกล่าว เชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรที่ถูกกดราคาข้าวจากโรงสีในขณะนี้ได้ และคงยุติการชุมนุมที่กลุ่มเกษตรกรจะรวมตัวในวันที่ 26 ก.พ. นี้

“เรื่องม็อบชาวนา ได้เร่งแก้ไขจะมีการตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวตามราคาอ้างอิง เพราะตอนนี้มีการกดราคาข้าวกันอย่างหนัก ถือว่าไม่ถูกต้อง และจะเข้าไปตรวจสอบเรื่องการปล่อยข้าวทุบราคาข้าวดังกล่าว” นางพรทิวา กล่าว

สำหรับการประมูลข้าว 5 แสนตัน นั้น ต้องรอดูผลการรายงานจากกรมการค้าต่างประเทศก่อน ซึ่งหากมีการกดราคาซื้อข้าวในสต๊อกรัฐอย่างหนัก ก็พร้อมยกเลิกการประมูล

********แฉกลโกงภายใต้โครงการรับจำนำ

เสนอโละ กขช. ตั้ง กก.นโยบายพืชแห่งชาติแก้ทุจริตซ้ำซาก แฉนักการเมืองเอี่ยว

ด้านนายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ผู้นำเสนอโครงการศึกษามาตรการแทรกแซงตลาดข้าวเพื่อป้องกันการทุจริต จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของโครงการประกันรายได้เกษตรกร คือ การขาดเอกภาพในการดำเนินนโยบายฝ่ายการเมือง เนื่องจากฝ่ายกำกับนโยบายที่ดูแลโครงการกับ รมว.พาณิชย์ ที่ดูแลการระบายสินค้าเกษตรอยู่คนละพรรคการเมือง

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ประสบการณ์ในอดีต โครงการรับจำนำปี 2548/49 ข้าวเปลือก 5.2 ล้านตัน กรณีที่รัฐบาลเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ ด้วยการเก็บข้าวไว้ในโกดัง และ เปิดประมูลข้าวแบบล็อตใหญ่ให้กับเอกชน ทำให้เกิดการวิ่งเต้นระหว่างผู้ประมูลกับนักการเมืองเพื่อเสาะหาข้อมูลคุณภาพข้าว การสร้างเครือข่ายและอิทธิพลสินบนใต้โต๊ะ ซึ่งที่ผ่านมามีเพียง 2 บริษัทผู้ส่งออกรายใหญ่เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ไป 2,640 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลขาดทุน 1.9 หมื่นล้านบาท

“การตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวเปลือกของรัฐบาล ต้องเป็นเพียงมาตรการเสริมเท่านั้น เพราะถึงที่สุดแล้วรัฐบาลต้องไม่มีข้าวในโกดังแม้แต่เม็ดเดียว เพราะต้นเหตุการทุจริต คือ การหาประโยชน์จากข้าวในโกดังรัฐบาล” นายนิพนธ์ กล่าว

ทั้งนี้ ควรจะตั้งคณะกรรมการนโยบายพืชแห่งชาติ โดยมีเฉพาะฝ่ายการเมืองร่วมเป็นกรรมการ มีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เป็นฝ่ายเลขานุการในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ร่วมกัน พร้อมกับตั้งคณะกรรมการอำนวยการที่มีระดับปลัดกระทรวงดำเนินงาน หากไม่สามารถสนองนโยบายได้ก็สั่งพ้นจากตำแหน่งได้ เหตุผลที่ควรมีคณะกรรมการนโยบายพืชแห่งชาติ เพราะที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ผูกขาดอำนาจการบริหารสินค้าเกษตร จึงเกิดปัญหาอีกทั้งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลน้อยกว่ารัฐมนตรีและฝ่ายเลขานุการ จึงควรยุบคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) คณะกรรมการนโยบายมันสําปะหลัง และคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมเป็นชุดเดียว ขึ้นมาทำหน้าที่เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและต่อสู้กับวิกฤตโลกร้อนและการขาดแคลนอาหาร

อย่างไรก็ตาม นโยบายการระบายข้าวที่ดีที่สุด คือ การประมูลข้าวในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือ เอเฟต เพราะในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าโปร่งใสตรวจสอบได้ และ มีการเปิดเผยข้อมูลถึงคุณภาพข้าว แต่ประเด็นสำคัญ คือ ต้องระบายครั้งละไม่มากนัก แต่ถ้าสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดเริ่มตกลง ก็ให้หยุดระบาย สักพักหนึ่งราคาข้าวจะขยับตัวสูงขึ้น

นายนิพนธ์ วงศ์ตระหง่าน ที่

ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายไตร

รงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี

ฝ่ายเศรษฐกิจ) กล่าวระหว่างการ

เปิดโครงการศึกษามาตรการแทรก

แซงตลาดข้าว เพื่อป้องกันการ

ทุจริต จัดโดยสำนักงานคณะ

กรรมการป้องกันและปราบปราม

การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า

ตลอดช่วง 45 ปีที่ผ่านมาโรงสีห

ลายแห่งขยายกิจการโกดังใหญ่โต

เงินลงทุนที่ได้มาส่วนหนึ่งเกิดจาก

การโกงชาวนาในโครงการรับจำนำ

คือ การตีคุณภาพข้าวต่ำกว่าเกณฑ์

เช่น ข้าว 100% ประเมินให้เป็นข้าว

25% การโกงความชื้น และ การ

โกงตราชั่งต่อชาวนา

“ม็อบชาวนาที่อยุธยา ทราบมา

ว่ามีโรงสีบางแห่งอยู่เบื้องหลัง

เพราะต้องการให้รัฐบาลเปิด

โครงการรับจำนำอีก” นายนิพนธ์

กล่าว

นายเมธี ครองแก้ว กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ปัญหาการทุจริต

อันเกิดจากการแทรกแซงตลาด

พืชผลการเกษตรในแต่ละประเภท

ส่วนมากเกิดขึ้นใน 2 องค์กรที่ทำ

หน้าที่แทรกแซงผลผลิต คือ องค์

การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.)

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ

องค์การคลังสินค้า (อคส.)

กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งการทุจริตมี

หลายรูปแบบ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่

ละเลยการเช็คคุณสมบัติที่ถูกต้อง

ของผลผลิต หรือผู้มีสิทธิ์นำสินค้า

เกษตรมาเข้าร่วมโครงการ ร่วม

มือกับโรงสีในการส่งข้าวผิดสเปก

เข้ามา เป็นต้น

ทั้งนี้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการ

ทุจริตไม่ใช่เฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ใน 2 หน่วยงานเท่านั้น แต่ยังรวม

ไปถึงบริษัทรับสำรวจพืชผลเกษตร

และกลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ไม่ให้เกิด

การทุจริตในเรื่องนี้ได้ ป.ป.ช. จึงได้

ทดลองดำเนินการศึกษาวิจัยการ

แทรกแซงราคาพืชผล 6 ชนิด

ดังกล่าว

“สิ่งแรกที่เราค่อนข้างจะแน่ใจ

ในการศึกษาเบื้องต้น พบว่าระบบ

การจำนำของเราไม่ได้เรื่องและ

สร้างความเสียหายให้แก่รัฐและ

เกษตรกรแน่นอน จึงได้ขอให้

ยกเลิกระบบการจำนำเสีย ซึ่งได้นำเสนอไปตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีแล้วว่าการรับจำนำมีผลเสียมาก แต่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติอะไรก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและมีรัฐบาลนี้เข้ามา จึงได้นำมาเสนออีกครั้ง โดยเราไม่ได้ยึดติดว่าเป็นรัฐบาลใด ซึ่งการทำหน้าที่ของเราเป็นการเสนอให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติเพื่อลดการทุจริตและทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงานมากขึ้น อย่างไรก็ตามการประกันรายได้ถือเป็นทางออกหนึ่งในเวลานี้ ” นายเมธีกล่าว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายประกันรายได้ของเกษตรกร” ว่า ในหลายพื้นที่เกษตรกรยังประสบปัญหาการถูกกดราคาผลผลิต โดยไม่มีการรับซื้อตามราคาอ้างอิงจึงหนีไม่พ้นที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปแทรกแซง นอกเหนือจากโครงการประกันรายได้ โดยการเข้าไปรับซื้อในราคาอ้างอิง ซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเก็บสต็อกข้าว แต่ต้องการยืนยันว่าราคาอ้างอิงที่ได้ประกาศไปนั้นเป็นราคาที่ซื้อขายได้จริง เพื่อไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าผลดีของการขึ้นทะเบียนประกันรายได้ ยังสามารถนำมาใช้กับแก้ปัญหาการชดเชยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยคาดว่าจะมีผู้ได้ประโยชน์จากโครงการประกันรายได้ของข้าวประมาณ 3 ล้านครัวเรือน เทียบกับโครงการรับจำนำจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านครัวเรือน

“งบประมาณที่ใช้จ่ายระหว่างโครงการรับจำนำกับโครงการประกันรายได้ จะพบว่าโครงการรับจำนำใช้งบประมาณมากกว่า” นายกฯ กล่าว

ทั้งนี้การแทรกแซงพืชผลทางการเกษตรแบบเดิมทำให้รัฐบาลทุกสมัยต้องแบกรับภาระและเสียงบประมาณเป็นจำนวนมาก สร้างปัญหาการบิดเบือนราคา และการทุจริต ทางรัฐบาลจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการประกันรายได้ของเกษตรกรแทน m

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69