
อียูบนเส้นทางแห่งการแตกแยกแก้หนี้ยาก ซ้ำสมาชิกส่ายหน้า
บทสรุปหนึ่งที่นักลงทุนและบรรดาผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมองเห็นตรงกัน
บทสรุปหนึ่งที่นักลงทุนและบรรดาผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมองเห็นตรงกัน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
บทสรุปหนึ่งที่นักลงทุนและบรรดาผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมองเห็นตรงกัน จากการประชุมสุดยอดผู้นำในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ก็คือข้อตกลงที่ชัดเจนเข้มงวดมากขึ้น และเป็นผลดีต่อการเป็นสหภาพที่ใช้สกุลเงินเดียวร่วมกันในระยะยาว
ทว่า ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น กลับไม่ได้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกใจชื้นได้มากนัก เพราะสิ่งที่บรรดาผู้นำอียูแสดงให้โลกได้เห็นในครั้งนี้ กลับไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาวิกฤตเร่งด่วนอย่างหนี้สาธารณะของภูมิภาคในปัจจุบันให้หมดไป
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมกลุ่มสหภาพยุโรปยังผลสะท้อนให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่หวั่นใจขึ้นมากไปอีก ว่าสถานะการเป็นสหภาพยุโรปอาจไปไม่รอด เหมือนที่บรรดาผู้นำอียูหลายๆ ประเทศคาดหวัง
เพราะความแตกแยกทางความคิดและแนวทางในการแก้ไขปัญหา ในหมู่ประเทศสมาชิกค่อนข้างร้าวลึกเกินกว่าที่จะคิดได้ ว่าแต่ละประเทศสมาชิกจะยินดีพร้อมใจร่วมมือกันอย่างแนบสนิทไม่ติดขัด
ทั้งนี้ สิ่งที่เยอรมนีและฝรั่งเศสหัวเรือใหญ่ที่รับบทบาทแก้วิกฤตในครั้งนี้ต้องการก็คือ การให้แต่ละประเทศสมาชิกระบุข้อบัญญัติเข้าไปในกฎหมายให้ชัดเจนไปเลย ว่าส่วนกลางของอียูมีสิทธิตรวจสอบดูแลการคลังของประเทศสมาชิกอย่างเข้มงวด
ขณะเดียวกันส่วนกลางก็มีสิทธิแทรกแซงอัตโนมัติ หากเห็นว่าประเทศสมาชิกมีการขาดดุลเกินเพดาน 3% ที่กำหนด
เรียกได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ให้อำนาจกับส่วนกลางในการบังคับใช้บทลงโทษควบคู่ไปกับการยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เช่น การให้เงินได้อย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม ความมีระเบียบวินัยทางการคลังที่เยอรมนีและฝรั่งเศสต้องการถึงขั้นเดินหน้าผลักดันให้ชาติสมาชิก 23 ประเทศลงนามตกลงยอมรับในหลักการนี้ เอาเข้าจริงแล้วก็เป็นประเด็นเก่าๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ไม่ได้รับการใส่ใจที่จะปฏิบัติตามจริงๆ เท่านั้น
และแม้จะเป็นข้อตกลงที่ดีดูในแง่ที่ว่าช่วยให้ประเทศสมาชิกรักษาวินัยทางการคลังได้มากขึ้น แต่แนวทางดังกล่าวสำหรับอังกฤษที่ค่อนข้างมีระบบระเบียบทางการคลังที่ชัดเจนเป็นเอกเทศและแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ข้อตกลงที่มีขึ้น ไม่ต่างอะไรกับการบอกอังกฤษให้เปิดประตูต้อนรับคนนอกให้เข้ามายุ่มย่ามงานบริหารภายในบ้านตนเอง และบางครั้งถึงขนาดชี้นิ้วสั่งให้ช่วยเหลือคนนอกที่กำลังลำบาก เพราะผลพวงจากความไม่มีระเบียบวินัยของตนเอง
เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะมองมุมไหนสำหรับอังกฤษแล้ว ก็เป็นข้อตกลงที่ไม่ยุติธรรม จนอังกฤษต้องขอใช้สิทธิยับยั้งวีโตเป็นครั้งแรก
ในสายตาของนักวิเคราะห์ การใช้สิทธิของอังกฤษก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกให้สมาชิกรายอื่นๆ รู้ว่า อังกฤษไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาที่ต้องนำผลประโยชน์ของชาติมาเสียสละ
และกลายเป็นคำถามให้กับประเทศสมาชิกที่เหลือ โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้ใช้เงินสกุลยูโรอย่างสวีเดนหรือเดนมาร์กต้องคิดหนัก
เพียงแต่แทนที่จะตอบปฏิเสธตรงๆ ประเทศเหล่านี้เลือกที่จะประนีประนอม ด้วยการโยนเข้ารัฐสภาของประเทศตนเองให้ตัดสินใจแทน ซึ่งไม่แน่ว่าผลที่ได้อาจเป็นการตอบปฏิเสธในที่สุด
นอกจากนี้ การบอกปัดของอังกฤษไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักในสายตาของประเทศสมาชิก เพราะสะท้อนให้เห็นความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของภูมิภาค ที่มีพื้นฐานที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจและสังคม
หรือพูดได้อีกอย่างว่า เป้าหมายที่จะกลายเป็นเงินสกุลเดียวของภูมิภาคยุโรปจะเป็นเพียงเรื่องชวนฝัน
ขณะเดียวกันสิ่งที่อียูต้องการอย่างยิ่งยวดในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องการจัดระบบระเบียบ แต่เป็นเรื่องของการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
หรือก็คือกลยุทธ์มาตรการในการจัดการปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศต่างๆ ที่นับวันก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และแพร่กระจายลุกลามครอบคลุมประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น
เริ่มจากประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กอย่างกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส จนถึงประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างอิตาลีและสเปน
สำหรับคำถามสำคัญที่อียูจำต้องตอบนักลงทุนทั่วโลกให้ได้เร็วที่สุดก็คือ การให้เงินช่วยเหลือ จำนวนเงินช่วยเหลือ ที่มาของเงินช่วยเหลือ และหน่วยงานที่จะเข้าไปมีอำนาจดูแลให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนวิธีป้องกันภาคธนาคารนอกเหนือไปจากมาตรการรัดเข็มขัด
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการตอกย้ำให้นักลงทุนมั่นใจว่าเงินที่ลงทุนด้วยการให้รัฐบาลของประเทศเหล่านี้กู้ยืมไปนั้นไม่ได้หายไปไหน และมีหนทางที่จะงอกเงยเติบโตทำกำไรต่อไปได้ในอนาคต
ทว่าเอาเข้าจริงแล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงคาราคาซัง เนื่องมาจากบรรดาประเทศสมาชิกทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งหัวเรือใหญ่อย่างเยอรมนี หรือฝรั่งเศสเองก็ไม่สามารถตกลงหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายได้
เนื่องมาจากว่าสมาชิกของอียูแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ยังไม่มีปัญหา ก็จำต้องกลายมามีปัญหา เพราะต้องร่วมแบกรับปัญหาที่ตนเองไม่ได้ก่อ เหตุเพราะอยู่เป็นกลุ่มเดียวกัน
คำถามก็คือ ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศตัวจริง จะยอมอดทนและยอมลำบากเพื่อให้รัฐบาล หรือผู้นำประเทศของตนเองอ้าแขนรับเอาปัญหามากอดไว้ด้วยหรือไม่
แน่นอนว่าสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกเห็นและนักวิเคราะห์ทั่วโลกรู้สึกได้ก็คือ คำว่า ไม่!
ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ต่างเห็นตรงกันว่า ตราบใดก็ตามที่อียูยังไม่สามารถหาทางออกให้กับปัญหาหนี้ที่นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของภูมิภาคโดยรวมได้ โอกาสที่อียูจะแตกแยกออกจากกันก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
เพราะเมื่อรวมกันแล้ว “เอาไม่อยู่” ก็ต้องแยกกันอยู่ เพื่อต่างคนต่างรอด







