
ถึงคราวเอเชียช่วยกันเอง เร่งประสานปรับยุทธ์ หมดยุคพึ่งยุโรป-สหรัฐ
โลกคงได้ตระหนักแล้วว่า ระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ความพยายามของยุโรปและสหรัฐที่จะหาทางออกจากวิกฤตหนี้สาธารณะใน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โลกคงได้ตระหนักแล้วว่า ระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ความพยายามของยุโรปและสหรัฐที่จะหาทางออกจากวิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้เลย นอกจากการซื้อเวลาต่อลมหายใจไปทีละนิด และผลักดันให้วิกฤตยิ่งเลวร้ายรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น
ผลลัพธ์ที่ได้ส่งผลให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ผูกติดกับตลาดยุโรปและสหรัฐ ต้องพลอยฟ้าพลอยฝนเกิดอาการซึมเซา จนนักวิเคราะห์ทั่วโลกมิวายออกโรงเตือนให้เอเชียเร่งสร้างปราการคุ้มครองตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ป้อมกำแพงที่สร้างขึ้น ไม่ได้หมายความให้แต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกโดดเดี่ยวตัวเอง หรือหาทางเอาตัวรอดแต่เพียงลำพัง
แต่หมายถึงการที่ทุกๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกแห่งนี้ ลองเหลียวซ้ายแลขวา เยี่ยมหน้ามองมิตรที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน
หรือพูดให้เข้าใจได้ง่ายว่า คือการหันหน้าเข้ากันให้มากขึ้น
ทั้งนี้ แม้ว่าเศรษฐกิจของเอเชียจะยังคงมีความเคลื่อนไหวขยับขยายดีอยู่ โดยมียักษ์ใหญ่ของภูมิภาคอย่างจีนและอินเดียเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ จนกลายเป็นความหวังของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชาติตะวันตก ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ
แต่ทว่าบรรดานักวิเคราะห์ รวมถึงสถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายแห่งต่างระบุตรงกันว่า เอเชียยังคงมีความเปราะบาง และไร้ภูมิต้านทานป้องกันตัวเองจากวิกฤตของโลกตะวันตกในขณะนี้
เพราะเศรษฐกิจเอเชียส่วนใหญ่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
เพราะเศรษฐกิจเอเชียส่วนใหญ่อาศัยเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ
เพราะเศรษฐกิจเอเชียส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้รายใหญ่ของธนาคารข้ามชาติซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ในยุโรปและสหรัฐ
เท่ากับว่า หากยุโรปและสหรัฐตกหลุมวิกฤตหนี้สาธารณะแบบเต็มตัว เศรษฐกิจเอเชียก็ไม่แคล้วสะดุดเพราะโดนฉุดติดหล่มไปพร้อมกัน
ความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจเอเชียอาจล้มตามยุโรปและสหรัฐได้รับการยืนยันจากการปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า หากสถานการณ์เลวร้ายขีดสุด เอเชียตะวันออกซึ่งประกอบด้วย 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน และจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน อาจเติบโตเพียงแค่ 4.2% เท่านั้น
นอกจากนี้ วิกฤตเศรษฐกิจจากโลกตะวันตกที่นับวันจะสาหัสสากรรจ์ ยังมีแนวโน้มที่จะเอื้อให้มาตรการกีดกันทางการค้าเผยโฉมออกมาเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อเอเชียอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม ระดับเทคโนโลยี และทรัพยากรบุคคล ต้องถือได้ว่าประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียล้วนมีดี ชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่เป็นสองรองใคร และมีความแตกต่างหลากหลายที่สามารถรองรับเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างเต็มที่ เพียงแต่เป็นประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเองที่ยังไม่ยอมเปิดใจคุยกันอย่างจริงจัง
เอาจริงเอาจังในแง่ที่ว่า ต้องพร้อมที่ยอมเสีย ยอมแลก และยอมเจ็บอย่างเท่าเทียมกัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ที่จะทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ตลอดจนมีความเสรีในทุกด้าน
เพราะแม้จะเข้าใกล้ระยะเวลาที่กำหนดไว้ แต่จนถึงวันนี้ กฎเกณฑ์ระบบระเบียบต่างๆ ยังคงไม่มีความเป็นรูปธรรมชัดเจนพอที่จะให้นักลงทุนเชื่อมั่นได้ เนื่องจากแต่ละประเทศต่างก็มีจุดอ่อนไหวที่ยังไม่มีทีท่าจะยอมลงให้กันง่ายๆ โดยประเด็นที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ตลาดสินค้าการเกษตร
อย่างไรก็ตาม ด้วยขนาดตลาดที่นักลงทุนทั้งหลายประเมินกันว่า หากบรรลุผลตามแผนที่วางไว้ อาเซียนจะมีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาครองจากจีน ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักอดที่จะจับตามองอย่างใกล้ชิดไม่ได้
เนื่องจากความสำเร็จของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาจเป็นต้นแบบและแบบอย่างที่จะกลายเป็นความหวังให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้
นอกจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว อีกประเทศหนึ่งที่ดูจะเตรียมพร้อมและกระตือรือร้นเดินหน้าสานสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียก็คือ จีน
เห็นได้จากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จีนได้ทุ่มเงินกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ปล่อยกู้ให้กับ 10 ชาติสมาชิกได้นำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน และได้ขนเงินมากกว่า 8.19 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐลงทุนในอาเซียน
เรียกได้ว่า ท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ทิศทางอนาคตทางเศรษฐกิจของจีนจะมุ่งหน้าเข้าหาประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และลดการพึ่งพาประเทศซีกโลกตะวันตกอย่างยุโรปและสหรัฐแน่นอน
ประมาณว่า ปล่อยให้ยุโรปและสหรัฐรับผิดชอบจัดการปัญหาที่ตัวเองเป็นคนก่ออย่างเต็มที่ และอย่าหวังพึ่งพาจีนให้มากนัก
ทั้งนี้ การตัดสินใจของจีน สอดคล้องกับความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน รวมถึงเอดีบีที่มองว่า ทางรอดทางเดียวของเอเชียจากวิกฤตในครั้งนี้ ก็คือการหาทางสนับสนุนส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาคให้มีเสถียรภาพและศักยภาพ ตลอดจนการวางระบบพัฒนาระบบการเงินการคลังให้มีเอกภาพเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
แน่นอนว่า หากประเทศต่างๆ ในเอเชีย–แปซิฟิกสามารถทำได้ตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ พายุเศรษฐกิจจากโลกตะวันตกย่อมกลายเป็นสายลมหนุนให้ภูมิภาคแห่งนี้ก้าวหน้าพุ่งฉิวแบบติดลมบนทันที
คำถามจึงอยู่เพียงแค่ว่า ประเทศต่างๆ ในเอเชีย พร้อมยอมได้และยอมเสียแล้วหรือยัง







