
สหรับเร่งฟื้นสัมพันธ์พม่า ขวางทางพญามังกร
หลังจากตัดสินใจคว่ำบาตรพม่าเป็นเวลานานกว่า 2 ทศวรรษ ในที่สุดชาติมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐก็เริ่มตระหนักได้ว่า
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หลังจากตัดสินใจคว่ำบาตรพม่าเป็นเวลานานกว่า 2 ทศวรรษ ในที่สุดชาติมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐก็เริ่มตระหนักได้ว่า กลวิธีดังกล่าวดูท่าจะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวังอีกต่อไป
เพราะจากที่คาดว่าการคว่ำบาตรจะบีบให้รัฐบาลทหารพม่าเร่งปฏิรูประบอบการปกครองให้พ้นจากระบอบเผด็จการทหารและคืนอำนาจให้กับประชาชนในเร็ววัน
ผลกลับกลายเป็นว่า นโยบายดังกล่าวได้บีบให้พม่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเดินหน้าพึ่งพาประเทศที่ไม่สนใจจะยุ่มย่ามกับปัญหาการเมืองการปกครองภายในประเทศ อย่างประเทศจีนแทน
และยังกลายเป็นว่า ยิ่งเสริมให้จีนเติบโตแข็งแกร่ง มีอำนาจเหนือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จนทัดเทียมกับสหรัฐมากยิ่งขึ้น
เพื่อสกัดไม่ให้จีนขยายอิทธิพลล้ำหน้าสหรัฐในภูมิภาคเอเชียมากจนเกินไป จนเบียดเบียนรากฐานอำนาจที่สหรัฐได้เคยฝากฝังไว้ในภูมิภาคเอเชียมานาน ทางเดียวที่สหรัฐพอจะลงมือทำได้ในขณะนี้ก็คือการผ่อนปรนท่าทีแข็งกร้าวที่มีต่อพม่าลง พร้อมทั้งเปิดใจพูดคุยกับพม่าให้มากขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด และเป็นที่จับตามองโดยทั่วกัน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็คือการเดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการของ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 50 ปี เพื่อเข้าพบประธานาธิบดี เต็งเส่ง ของพม่า และสตรีผู้ทรงอิทธิพลในฐานะสัญลักษณ์นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประเทศอย่าง อองซานซูจี
พร้อมกันนี้ ยังเป็นสหรัฐที่เป็นฝ่ายเกริ่นถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการพิจารณายกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของพม่า ซึ่งแม้ว่าจะเป็นไปในทำนองแบ่งรับแบ่งสู้ แต่ก็นับได้ว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตทางเศรษฐกิจของพม่าซึ่งร่ำรวยด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติไม่น้อย
นอกเหนือจากความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจแล้ว การมาเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐในครั้งนี้ยังได้เสนอความช่วยเหลือในการจัดหาเงินทุนกู้ยืมระดับรากหญ้า ร่วมมือดูแลระบบสาธารณสุข และจัดการฝึกอบรมภาษาอังกฤษ
เท่านั้นยังไม่พอ ในการประชุมสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ก็เป็นสหรัฐอีกนั่นแหละที่คอยยกมือสนับสนุนให้พม่าได้ทำหน้าที่บทบาทผู้นำหมุนเวียนของกลุ่มอาเซียน โดยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียนในปี 2557
บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า แรงสนับสนุนจากสหรัฐที่มีต่อพม่า ทำให้บทบาทของประเทศพม่าบนเวทีโลกเริ่มได้รับการยอมรับและได้รับความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น อีกทั้งแรงผลักดันจากสหรัฐครั้งนี้จะกลายเป็นกุญแจสำคัญให้พม่าเปิดใจยอมรับสหรัฐ รวมถึงชาติตะวันตกอื่นๆ นอกเหนือจากการปล่อยให้จีนผูกขาดแต่เพียงเจ้าเดียว
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเห็นว่า การที่สหรัฐปูทางรุกคืบเข้าหาพม่าคราวนี้ ไม่ต่างอะไรกับการส่งสัญญาณถึงจีนว่า สหรัฐไม่ยอมอยู่เฉยยืนดูจีนผูกขาดความเป็นหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ทั้งนี้ ประเทศพม่านับได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจของจีนในการเชื่อมต่อกับภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หรือพูดให้ง่ายก็คือว่า พม่าเป็นประตูของจีนในการขยายฐานอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศจีนอย่างแท้จริง
ด้วยชัยภูมิของประเทศที่มีทางออกสู่ทะเลทางตอนใต้และมีพรมแดนทางเหนือติดกับจีนบริเวณมณฑลยูนนาน ส่งผลให้จีนสามารถทุ่มทุนวางเมกะโปรเจกต์มากมาย ไล่เรียงตั้งแต่โครงการท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางและแอฟริกา ผ่านอ่าวเบงกอล เข้าสู่จีนโดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งช่องแคบมะละกาอีกต่อไป โครงการสร้างถนนผ่านพม่าเพื่อออกมหาสมุทรอินเดีย โครงการท่าเรือ หรือโครงการสร้างเขื่อนพลังน้ำในพม่า เพื่อผลิตพลังงานป้อนจีน
เรียกได้ว่า เมื่อพม่าเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต จึงไม่น่าแปลกใจที่จีนจะกลายเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของพม่า ซึ่งขนเงินไปลงทุนสูงถึง 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยยังไม่นับรวมมูลค่าธุรกิจในภาคเอกชนอื่นๆ เช่น เหมืองพลอย หยก ก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ ตลอดจนอาวุธยุทธภัณฑ์
ขณะเดียวกัน ด้วยศักยภาพของพม่าที่ยังสามารถเติบโตได้อีกไกล เพราะทรัพยากรที่สมบูรณ์และการปฏิรูปประเทศที่เริ่มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของรัฐบาลพลเรือนของพม่าที่ยอมให้มีกฎหมายชุมนุม หรือยอมให้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของอองซานซูจี กลับเข้ามาร่วมเล่นการเมืองอีกครั้ง หลังจากไม่สามารถเข้าร่วมการเลือกตั้งก่อนหน้านี้เนื่องจากอยู่ในสภาพนักโทษ
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐซึ่งอยู่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว จะเลือกพม่าเป็นด่านแรกสำหรับต่อกรกับจีนเพื่อถ่วงดุลอำนาจ และเพื่อช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับสหรัฐ หลังจากที่ต้องตัดขาดมานาน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังไม่วายออกมาเตือนให้ประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่มีสัดส่วนการลงทุนในพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดียและไทย ต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
เพราะแม้จะมีเป้าหมายเพื่อจำกัดอิทธิพลของจีน แต่เมื่อได้ขึ้นชื่อว่าเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ของชาติ การเพิกเฉยต่อผลกระทบที่จะมีต่อประเทศอื่นๆ ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา







