
ยิ่งสาว ยิ่งพิลึก
ปมส่อทุจริตจัดซื้อถุงยังชีพ กลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ปมส่อทุจริตจัดซื้อถุงยังชีพ กลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ปมส่อทุจริตจัดซื้อถุงยังชีพ กลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และยื่นถอดถอน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่เข้าไปเกี่ยวพันกับการจัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใส ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าหากินกับความทุกข์ร้อนของชาวบ้านที่น้ำท่วม
เรื่องฉาวๆ เกี่ยวกับถุงยังชีพน้ำท่วม เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ตั้งแต่ ศปภ.ยังคงตั้งอยู่ที่สนามบินดอนเมือง เมื่อมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียชื่อว่า Tukta Perace ซึ่งเป็นอาสาสมัครบรรจุของลงถุงยังชีพที่สนามบินดอนเมือง นำมาโพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ช่วยประเมินให้ทีว่าราคามัน 800 บาทจริงหรือ โดยในภาพดังกล่าวมีสิ่งของประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมปัง อาหารกระป๋องยาพาราเซตามอล ฯลฯ ศปภ.ซื้อไป 1 แสนชุด เป็นเงิน 80 ล้านบาท ซึ่งของภายในไม่น่าจะคุ้มค่า” ภาพและข้อความนี้ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในอินเทอร์เน็ต นำมาซึ่งการตรวจสอบตามมา
ทั้งนี้ โครงการจัดซื้อสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย รัฐบาลได้อนุมัติงบ 158 ล้านบาท จากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นผู้ทำการจัดซื้อสินค้าหลายรายการ เฉพาะถุงยังชีพมีจำนวน 1 แสนถุง ราคาถุงละ 800 บาท คิดเป็นวงเงิน 80 ล้านบาท ส่วนงบที่เหลือเป็นการซื้อสิ่งของอื่น เช่น เรือไฟเบอร์กลาส เต็นท์ ส้วมกระดาษ
ต่อมาพรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดโปงว่า ถุงยังชีพที่ ศปภ.ได้แจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยอาจไม่โปร่งใส เพราะที่ทราบงบจัดซื้อต่อถุงอยู่ที่ 500-800 บาท แต่มูลค่าของน่าจะอยู่ที่ 200-400 บาท
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.ประชา ได้ตั้ง “ยรรยง พวงราช” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อถุงยังชีพทันที ขณะที่ “จำเริญ ยุติธรรมสกุล” ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบสิ่งของบริจาคของ ศปภ. ชี้แจงว่า การจัดซื้อถุงยังชีพมี 2 ส่วน คือ 1.ศปภ.นำของที่ได้รับบริจาคมาบรรจุภัณฑ์ และ 2.จัดซื้อเครื่องอุปโภคและบริโภคบรรจุถุงยังชีพแจกจ่ายประชาชน ศปภ.จำเป็นต้องจัดซื้อถุงยังชีพ ถุงละ 500 บาท ไว้ใช้ในพื้นที่น้ำท่วมหนัก ส่วนการจัดซื้อถุงยังชีพ 800 บาทต่อถุง ทาง ปภ. โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ
ในที่สุดปมถุงยังชีพก็กลายเป็นระเบิดกลางสภา เมื่อ “วิลาศ จันทรพิทักษ์” สส.พรรคประชาธิปัตย์ นำมาอภิปรายถึงความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อหลายประเด็น เช่น ที่ตั้งของบริษัทเอกชนที่รับจัดหาถุงยังชีพไม่ตรงกับที่อยู่ในใบเสร็จรับเงิน การออกใบสั่งซื้อเสร็จภายในวันเดียวกัน คือ 19 ต.ค. 2554 ราคาสินค้าในถุงของทั้งสองบริษัท ทั้ง หจก.เอื้อธนพัฒน์ และ หจก.พูนเจริญพาณิชย์ เท่ากัน และจัดซื้อในราคาแพง
วิลาศ ลำดับเรื่องว่า ฉัตรป้อง ฉัตรภูติ รองอธิบดี ปภ. ได้อนุมัติให้ซื้อถุงยังชีพราคา 800 บาท จำนวน 1 แสนถุง มีหนังสือจากรองอธิบดี ปภ. ลงวันที่ 19 ต.ค. 2554 โดยอ้างว่า ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ประธานกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เห็นชอบให้ซื้อสิ่งของ 9 รายการ วงเงิน 146 ล้านบาท
ยิ่งไปกว่านั้น ถุงยังชีพ 1 แสนถุงที่จัดซื้อ มีเอกชนที่เสนอราคาเพียง 2 ราย ได้แก่ หจก.เอื้อธนพัฒน์ เสนอ 4 หมื่นถุง พบว่าใบเสนอราคาลงที่อยู่ย่าน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี อีกรายคือ หจก.พูนเจริญพาณิชย์ เสนอ 6 หมื่นถุง ซึ่งร้านแห่งนี้ไม่ได้ขายถุงยังชีพอย่างเดียว ยังจัดซื้อเรือไฟเบอร์กลาส ลำละ 2.5 แสนบาท และสุขากระดาษ 3 หมื่นชุดให้กับ ปภ. ราคาชุดละ 245 บาท วงเงิน 7.35 ล้านบาท จัดซื้อจากบริษัท เติม คอร์ปอเรชั่น (2008) ซึ่งมีที่อยู่เดียวกับ หจก.พูนเจริญพาณิชย์
วิลาศ ตั้งข้อสังเกตว่า ปภ.ระบุว่าได้มีการคัดเลือกบริษัทจากหลายแห่ง แต่ในเอกสารอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างบริษัท ลงวันที่ 19 ต.ค. 2554 กระบวนการสรรหาบริษัทไม่น่าจะเสร็จสิ้นภายในวันเดียว และในใบเสนอราคาของ หจก.พูนเจริญพาณิชย์ และ หจก.เอื้อธนพัฒน์ แสดงราคาสินค้าที่เหมือนกันในทุกรายงานส่อให้เห็นถึงการฮั้วกัน หากมีการสืบสาวพบว่าบริษัท 2 แห่งนี้เป็นเจ้าเดียวกัน ก็เท่ากับ ปภ. จัดจ้างบริษัทเจ้าเดียว แต่แบ่งการจ้างในอัตรา 60 และ 40 เพื่อให้ทั้งสองบริษัทนี้ไปหาซื้อสินค้าตามที่ ปภ.กำหนด โดยทราบว่าการจัดซื้อทั้งหมดมีคนประสานอยู่คนเดียว คือ “ไอ้เบ้” อยู่กระทรวงมหาดไทย และทำงานอยู่ทางภาคตะวันออก
ร้อนถึง ยงยุทธ ต้องชี้แจงว่า ราคาที่แพงกว่าปกติ เพราะค่าขนส่งนั้นสูงมาก เนื่องจากไม่สามารถใช้เส้นทางปกติเดินทางได้ รวมถึงค่าถุงชนิดหนา ค่าบรรจุหีบห่อ และราคาของในถุงเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทยได้ส่งหลักฐานทั้งหมดเพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบข้อเท็จจริง
เมื่อสืบเสาะไปที่บริษัทจัดซื้อก็พบความไม่ชอบมาพากล โดย หจก.เอื้อธนพัฒน์ จดทะเบียนเป็นบริษัทสำหรับจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ขณะที่ หจก.พูนเจริญพาณิชย์ จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ประกอบกิจการให้บริการจำหน่ายพลาสติกค้าปลีก ส่วนบริษัท เติม คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า ประกอบกิจการบดย่อยเศษพลาสติก ซึ่งทั้งสองบริษัท (พูนเจริญพาณิชย์ กับ เติม คอร์ปอเรชั่น) ปรากฏชื่อกรรมการผู้จัดการเป็นคนเดียวกัน คือ บุญเติม โนนจันทร์ ที่น่าสนใจ หจก.พูนเจริญพาณิชย์ มีผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง คือ พุฒมาลย์ ศรีสันต์ ซึ่งนามสกุลเดียวกับ สามชายศรีสันต์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยชุดก่อตั้ง (20 ก.ย. 255020 ก.ย. 2551)
บุญเติม ผู้บริหาร หจก.พูนเจริญพาณิชย์ ได้ชี้แจงภายหลังโดยยอมรับว่าคุ้นเคยกับ ปภ.จริง เนื่องจากเสนองานให้ ปภ. อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งสินค้าในถุงยังชีพเหมือนกับของ หจก.เอื้อธนพัฒน์ ทุกประการ ทั้งหมดทำด้วยความเร่งรีบ ปภ.จึงเรียก หจก.พูนเจริญพาณิชย์ และผู้บริหารของ หจก.เอื้อธนพัฒน์ ที่เคยเสนองานให้ ปภ.ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มาพูดคุยว่าต้องการถุงยังชีพ 1 แสนถุง จะเร่งจัดหาได้บริษัทละจำนวนเท่าใด ซึ่งสินค้าในถุงยังชีพไม่ได้แพงกว่าราคาตามท้องตลาด เพราะต้องรวมค่าบรรจุ ค่าขนย้าย และถุงตราสำนักนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติมอีก ส่วนการใช้ชื่อบริษัท เติม คอร์ปอเรชั่น ก็เพื่อให้บริษัทมีผลประกอบการไว้ใส่ในรายงานประจำปี
หลังจากเรื่องนี้ร้อนขึ้นมาก ทั้ง “ยงยุทธ” และ “ประชา” ต่างโยนพ้นตัวเป็นพัลวัน โดย “ยงยุทธ” กล่าวในการประชุมกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ว่า การจัดซื้อถุงยังชีพทั้งหมด ศปภ.เป็นผู้จัดซื้อ ถึงแม้ว่าจะมีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ก็เกิดขึ้นจากการที่เข้าไปช่วยงานภายใน ศปภ. ไม่ควรโทษกระทรวงมหาดไทย
ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา ก็ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อถุงยังชีพแม้แต่ถุงเดียว เพราะการจัดซื้อถุงยังชีพนั้นเกิดขึ้นภายใต้ “คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย” ที่ ยงยุทธ เป็นประธาน
ปมความไม่โปร่งใส กรณีเอกชน 2 ราย หจก.พูนเจริญพาณิชย์ และ หจก.เอื้อธนพัฒน์ เสนอราคาเท่ากันได้อย่างไรถ้าไม่รู้กันก่อน ถ้าจริงก็เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ฮั้วประมูล แน่นอนผลการอภิปรายครั้งนี้ต้องมีแพะมาสังเวย จะเฉพาะบิ๊ก ปภ. ที่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้เท่านั้น หรือจะรวมถึงฝ่ายการเมืองระหว่าง พล.ต.อ.ประชา ในฐานะผู้อำนวยการ ศปภ. หรือ ยงยุทธ รองนายกฯ ดูแล ปภ. ที่รับผิดชอบนโยบาย วันนี้ยังร้อนๆ หนาวๆ กันทั้งคู่







