
ฎีกายกฟ้องอดีตผู้ว่าหนองคายเรียกเงินซี8
ศาลฎีกา พิพากษากลับยกฟ้อง " สันติ เกรียงไกรสุข" อดีตผู้ว่าฯหนองคาย ถูกกล่าวหาร่วมอดีตลูกจ้าง รพช.เรียกรับเงินกว่า 2 ล้านขรกซี 8 แลกตำแหน่ง ผอ.รพช .
ศาลฎีกา พิพากษากลับยกฟ้อง " สันติ เกรียงไกรสุข" อดีตผู้ว่าฯหนองคาย ถูกกล่าวหาร่วมอดีตลูกจ้าง รพช.เรียกรับเงินกว่า 2 ล้านขรกซี 8 แลกตำแหน่ง ผอ.รพช .
ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 พ.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.2217/2542 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายสันติ เกรียงไกรสุข อายุ 71 ปี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นจำเลย ในความผิดฐานเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143
คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 2-5 พ.ย.41 จำเลยกับ น.ส.ราตรี หรือเก๋ ธารบุญ อดีตลูกจ้างประจำสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) จังหวัดอำนาจเจริญ จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1785/2542 ของศาลอาญา ร่วมกันหลอกลวงนายปรีชาชาติ เจริญพิบูลย์ ว่าจำเลยกับพวกรู้จักและมีความสนิทชิดชอบกับคุณหญิงฉวีวรรณ ขจรประศาสน์ ภริยาพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในขณะนั้น สามารถช่วยเหลือนายปรีชาชาติ ซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 8 ตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนทางหลวงชนบท รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เร่งรัดพัฒนาชนบท จังหวัดนครราชสีมา ให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นผู้อำนวยการศูนย์เร่งรัดพัฒนาชนบท ข้าราชการระดับ 9 ได้
โดยพวกจำเลยร่วมกันเรียกเงินและปลอมเสียงเป็นคุณหญิงฉวีวรรณ เรียกเงินจากนายปรีชาชาติ 2 ครั้ง ครั้งแรก 468,000 บาท ครั้งที่ 2 จำนวน 2 ล้านบาท นอกจากนี้เพื่อเป็นตอบแทนในการจูงใจและได้จูงใจ พล.ต.สนั่น และนายดิเรก อุทัยผล เลขาธิการสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทให้ช่วยเหลือนายปรีชาชาติ ให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นโดยวิธีอันทุจริต และเป็นโทษแก่ข้าราชการสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทคนอื่น เหตุเกิดที่ตำบลบุ่ง และตำบลคำไก่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ แขวงและเขตห้วยขวาง แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. เกี่ยวพันกัน จำเลยให้การปฏิเสธ
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 พ.ย.45 ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน
ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เมื่อวันที่ 18 ส.ค.48 ให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 ปี ต่อมาจำเลยยื่นฎีกาสู้คดีว่า ทางนำสืบจำเลยอ้างว่าไม่เคยเจรจาทางโทรศัพท์ให้นายปรีชาชาติ ผู้เสียหาย โดนเงินเข้าบัญชี น.ส.ราตรี และจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นกับ น.ส.ราตรี ในการกระทำความผิด เมื่อนายปรีชาชาติทราบความจริง ได้ถอนคำร้องทุกข์ไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งทางแพ่งและอาญาแล้ว
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำหลักฐานการติดต่อกันทางโทรศัพท์ถือมือระหว่าง จำเลยกับนายปรีชาชาติ ผู้เสียหาย ตามที่โจทก์อ้างมาเป็นหลักฐาน จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังว่า มีการติดต่อกันทางโทรศัพท์ตามที่โจทก์อ้าง
อีกทั้งเมื่อผู้เสียหายได้ติดต่อผ่านนายวัชกร เกษสิมมา ข้าราชการเร่งรัดพัฒนาชนบท และ น.ส.ราตรี แล้วได้รับการยืนยันจาก น.ส.ราตรี ที่อ้างว่าได้ติดต่อคุณหญิงฉวีวรรณ และพล.ต.สนั่น รวมถึงนายดิเรกที่ได้รับปากเรื่องเลื่อนตำแหน่งแล้วนั้น ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะต้องติดต่อผ่านจำเลยอีก
พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่อาจฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมรู้เห็นเกี่ยวข้องกระทำความผิดกับ น.ส.ราตรี ตามฟ้อง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับ น.ส.ราตรี หรือ เก๋ รพช. นั้นพนักงานอัยการ ได้ยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 24 ก.พ.42
โดย น.ส.ราตรี ให้การรับสารภาพโดยตลอดซึ่งศาลพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน และขณะนี้ น.ส.ราตรี ได้พ้นโทษไปแล้ว







