posttoday
เยอรมนีกับค่าเงินยูโร

เยอรมนีกับค่าเงินยูโร

17 พฤศจิกายน 2554

ก่อนหน้านี้ ผมเคยมีความรู้สึกลึกๆ ว่า เงินยูโรน่าจะอ่อนค่ากว่านี้มาก เพราะมีปัญหาต่อเนื่องมานาน และมองไปข้างหน้า อนาคตก็มืดมน

ก่อนหน้านี้ ผมเคยมีความรู้สึกลึกๆ ว่า เงินยูโรน่าจะอ่อนค่ากว่านี้มาก เพราะมีปัญหาต่อเนื่องมานาน และมองไปข้างหน้า อนาคตก็มืดมน

โดย..อรุณ จิรชวาลา

แต่เมื่อได้ไปยุโรปและได้เดินทางอยู่ในเยอรมนี 23 วัน ทุกอย่างก็กระจ่างขึ้น

นอกจากความมีระเบียบวินัย ความสะอาดและสวยงามของบ้านเมืองและธรรมชาติในชนบทแล้ว เยอรมนียังมีเรื่องที่น่าประทับใจและน่าเรียนรู้เอามาเป็นแบบอย่างอีกหลายเรื่อง

เรื่องแรก เกี่ยวกับเงินเฟ้อและค่าเงิน ความทรงจำจากในอดีตของผมคือ ค่าครองชีพในยุโรปสูงมาก สินค้าเกือบทุกอย่างแพงจนจับไม่ไหว แม้แต่น้ำดื่มก็แพงกว่าน้ำมัน และน้ำมันก็แพงกว่าในบ้านเรามาก

แต่เที่ยวนี้ ค่าครองชีพในเยอรมนีกลับไม่สูงอย่างที่คิด น้ำมันยังแพง ซึ่งก็คงเป็นเพราะเป็นของฟุ่มเฟือยและไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่สินค้าที่จำเป็นในการครองชีพอย่างอื่นสามารถหาซื้อได้ในราคาถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีอยู่ทั่วไป

ค่าห้องพักโรงแรมก็ไม่แพง ผมไม่ได้พูดถึงโรงแรม 5 ดาว ที่มีคนคอยให้บริการเป็นจำนวนมากนะครับ แต่หมายถึงประเภท 23 ดาว ซึ่งก็สะอาดน่าอยู่ เพียงแต่เนื้อที่กะทัดรัดและมีบริกรน้อยคน ราคาคิดเป็นเงินไทยเพียงคืนละ 1,000 บาทเศษๆ ก็มี

สินค้าประเภทอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายอย่างถูกกว่าในบ้านเราเสียอีก เช่น ผักและผลไม้บางอย่างราคาเพียงกิโลกรัมละ 12 ยูโร หรือ 4080 บาท เปรียบกับบ้านเรา บ่อยครั้งแม้แต่ผักผลไม้พื้นเมือง ราคาก็สูงกว่านั้นมาก

ผมเชื่อว่าระบบค้าปลีกสมัยใหม่มีส่วนสำคัญในการช่วยลดค่าครองชีพให้ชาวยุโรป เพราะต้นทุนในการกระจายสินค้าต่ำลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนด้านแรงงานและขนส่ง โดยยุโรปอาจจะเรียนรู้มาจากสหรัฐ ซึ่งนำหน้าไปก่อนนับสิบปี

และที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเยอรมนีคือเรื่อง วินัยการเงิน เยอรมนีมีประสบการณ์ที่เลวร้ายจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้กลัวเงินเฟ้อขึ้นสมอง อุตสาหกรรมจะไม่ยอมให้ต้นทุนหรือค่าจ้างเพิ่มขึ้นง่ายๆ หากไม่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพได้ทัน

ในประเด็นนี้ หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยูโรโซนด้วยกันจะพบว่าส่วนใหญ่มีวินัยที่หย่อนยานกว่ามาก เช่น กรีซ หรืออิตาลี เป็นต้น ประเทศเหล่านั้น แต่ละปีต้นทุนและค่าจ้างจะสูงขึ้นหลายเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าประสิทธิภาพในการผลิตจะไล่ทันหรือไม่ก็ตาม

แต่ละปีก็จะเกิดช่องว่างในเรื่องความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ปีแรกๆ ก็ยังเห็นไม่ชัด แต่หลายปีเข้าก็ถ่างออกและสะสมมากขึ้นเป็นลำดับ จนในที่สุดก็ถึงจุดระเบิด

หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ความพยายามในการแก้ปัญหาที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการแก้เรื่องการเงินและสภาพคล่อง ไม่ได้ลงลึกในเรื่องความสามารถในการแข่งขัน จึงไม่น่าแปลกที่การแก้ปัญหาไม่เบ็ดเสร็จ บ่อยครั้งฟังผิวเผินเหมือนจะจบแล้วด้วยดี แต่อีกไม่กี่วันก็ผุดกลับขึ้นมาอีก

ค่าเงินยูโรในปัจจุบันเป็นระดับที่สมดุลสำหรับทั้งยูโรโซน ซึ่งสำหรับเยอรมนี เป็นระดับที่แข่งขันได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว หากจะจงใจฝืนให้ค่าเงินยูโรอ่อนลงมากๆ เพื่อให้กรีซแข่งขันได้ ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐคงจะยอมรับความได้เปรียบจนเกินสมควรของเยอรมนีไม่ได้

เรื่องต่อมาที่ผมประทับใจคือเรื่องพลังงาน รถยนต์ที่เห็นวิ่งบนท้องถนน โดยเฉลี่ยขนาดของเครื่องยนต์น่าจะเล็กกว่าในบ้านเรา ทั้งๆ ที่รายได้เขาสูงกว่าเรามาก

โรงแรมที่พักเกือบทุกแห่ง แสงไฟหน้าห้องพักจะสว่างเฉพาะเมื่อมีคนเดินผ่าน พอคล้อยหลังก็จะดับโดยอัตโนมัติเพื่อประหยัดไฟ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำง่ายๆ แต่ในบ้านเมืองเราไม่เห็นมีการรณรงค์ให้ทำ

ที่น่าทึ่งคือเรื่องการผลิตกระแสไฟฟ้าบนทางหลวงหลายร้อยกิโลเมตรที่เราขับผ่านจะเห็นกังหันลมเรียงรายเกือบตลอดทาง โดยไม่เกิดความรู้สึกว่าเป็นขยะทางสายตาแต่ประการใด

เยอรมนีเป็นประเทศที่มีการผลิตกระแสไฟฟ้าจากกังหันลมในลำดับต้นๆ ของโลก พลังงานจากกังหันลมสะอาดและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

น่าเสียดายที่บ้านเราไม่ใคร่ให้ความสนใจเรื่องนี้ โดยอ้างว่าลมของเราไม่แรงพอที่จะทำให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่เพียงพอในเชิงพาณิชย์

แต่ผมสังเกตว่า เสียงที่ต่อต้านมักจะอ้างผลการศึกษาที่ทำมานานแล้ว ซึ่งสมัยนั้น ราคาน้ำมันยังไม่ถึงครึ่ง หรือไม่ถึง 1 ใน 3 ของปัจจุบัน และเทคโนโลยีกังหันลมยังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน

เรื่องที่น่าประทับใจอีกเรื่องคือ การบริหารจัดการของเสียและขยะมูลฝอย เขาพยายามแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง คือให้เกิดขยะประเภทสลายตัวยากให้น้อยที่สุด เช่น เวลาเราไปซื้อของ ร้านค้าจะไม่ใส่ถุงพลาสติกให้ แต่เราต้องมีกระเป๋าติดตัวไปใส่ของเอง

สำหรับขยะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาก็แยกทิ้งอย่างเป็นระเบียบ สิ่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ก็จะมีระบบรีไซเคิล

ระบบรีไซเคิลของเขามีประสิทธิภาพสูง เพราะเขาเอากลไกตลาดเข้ามาช่วย เช่น ขวดเครื่องดื่มพลาสติก เมื่อดื่มหมดแล้วนำไปคืนที่ร้านก็จะได้เงินคืน เหมือนกับการคืนค่ามัดจำ

แม้แต่รถเข็นที่สนามบิน เขาก็ใช้ระบบคล้ายๆ กัน คือต้องหยอดเหรียญเพื่อเอารถเข็นออกมา พอใช้เสร็จนำไปใส่คืน เครื่องก็จะคืนเหรียญให้ สำหรับคนที่ไม่สนใจจะได้เงินคืน ก็จะมีคนอื่นมาคอยหารายได้ด้วยการรวบรวมเอาไปคืนให้ ทำให้สนามบินไม่ต้องจ้างพนักงานมาก

ที่จริงระบบนี้บ้านเราก็มีอยู่แล้ว คือน้ำอัดลมประเภทบรรจุขวดแก้ว แต่เนื่องจากเราไม่ได้เน้นประเด็นสิ่งแวดล้อม ทำให้การรีไซเคิลไม่ใคร่จะคุ้มสำหรับผู้ประกอบการ

อาจถึงเวลาที่รัฐควรต้องทบทวนและปรับปรุงนโยบายให้ทันสมัยทั้งในเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน