posttoday
อภัยโทษ ทักษิณ เผาเศรษฐกิจเละเป็นจุล

อภัยโทษ ทักษิณ เผาเศรษฐกิจเละเป็นจุล

17 พฤศจิกายน 2554

วาระลับของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)

วาระลับของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)

โดย...ทีมข่าวการเงิน

วาระลับของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2555 ไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเด็นร้อนแต่ในด้านการเมืองเรื่อง “ทักษิณ ชินวัตร” ภายใต้แรงผลักของพรรคเพื่อไทย จนอาจทำให้เกิดความขัดแย้งจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองรอบใหม่เท่านั้น

รังสีของผลกระทบจากการอภัยโทษยังลามไปถึงเศรษฐกิจไทยที่ตกอยู่ในอาการโคม่าจากน้ำท่วมและเศรษฐกิจโลก อาการหนักอาจเอาชีวิตไม่อยู่ ตายสนิททั้งพิษนอกพิษใน และยังต้องมาเจอมรสุมการเมืองรอบใหม่อีกแบบไม่ควรเจอ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สำหรับนักการเงิน นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ เมื่อได้ยินข่าว “ครม.ยิ่งลักษณ์ ยิ่งเหลิม” ลักไก่เห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ถึงกับกุมขมับ

อภัยโทษ ทักษิณ เผาเศรษฐกิจเละเป็นจุล

หลายคนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อทำใจกับความเสี่ยงและหายนะทางเศรษฐกิจรอบใหม่ที่กำลังคืบคลานเข้ามาในเวลาอันใกล้นี้

นักธุรกิจ นักการเงินทุกคนต่างฟันธงลงไปคล้ายคลึงกันว่า หากการเกิดจลาจลกลางเมืองหลวงรอบใหม่ เศรษฐกิจไทยต้องตายสนิท นอนจมก้นเหว หาทางฟื้นไม่เจอแน่

เพราะเศรษฐกิจไทยครั้งนี้อ่อนแอ่เปราะบาง อมโรค ไม่ได้แข็งแรงเหมือนตอนเกิดจลาจลม็อบเสื้อเหลือง เสื้อแดง ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา

ที่ถึงตอนนี้ทุกคนไม่อยากรื้อฟื้นความทรงจำอันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศนี้

หากย้อนกลับไปสมัยม็อบเสื้อเหลืองขับไล่ รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี จนต่อเนื่องมาถึงขับไล่ รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2551 จนถึงขั้นมีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

การปิดสนามบินของม็อบเสื้อเหลืองเป็นเหมือนการฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวของไทยช่วงไฮซีซันพังยับเยิน การส่งออกเป็นอัมพาต ทำให้เศรษฐกิจสะดุดเสียหายยับ

โชคดีที่เศรษฐกิจไทยช่วงนั้นยังไม่อ่อนแอมาก พื้นฐานแข็งแรง ปัจจัยภายนอกไม่มีกัดกร่อน ปัจจัยลบภายในก็มีเรื่องการเมืองที่ไม่สงบและยืดเยื้อ

แต่พอหักกลบลบหนี้ต้องถือว่าเศรษฐกิจได้รับผลกระทบสาหัส เศรษฐกิจไตรมาส 4 ของปี 2551 ที่เดิมว่าจะขยายตัวติดลบถึง 4.3% จากเดิมที่ 3 ไตรมาสแรกขยายตัวเฉลี่ยได้ถึง 5% ทำให้ทั้งปีเศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.6% ชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับการขยายตัวปี 2550 ที่ 4.9%

หลังจากนั้น ปี 2552 และปี 2553 รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เศรษฐกิจไทยโดนม็อบเสื้อแดงพ่นพิษลากยาวต่อจากม็อบเสื้อเหลือง จนแทบจะเรียกได้ว่าเกิดสงครามการเมืองถึง 2 ปีติด กระทบเศรษฐกิจบอบช้ำหนัก การขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2552 ติดลบ 2.3% สาเหตุปัญหาการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจโลก

ขณะที่การขยายตัวเศรษฐกิจปี 2553 ขยายตัวได้ 7.8% แม้ว่าจะมีปัญหาม็อบเสื้อแดงเผาเมือง แต่โชคดีเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว การส่งออกขยายตัวดี การท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มเป็นปกติ รวมทั้งรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น โดยอัตราการว่างงานอยู่ในอัตราที่ต่ำ และการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจากการทำงบประมาณขาดดุล 34 แสนล้านบาท และยังมีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนกระจายรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาช่วงปี 2551-2553 ถึงแม้มีปัญหาการเมือง ก็ยังโชคดีว่าพื้นฐานดี ความเสี่ยงต่างประเทศไม่รุนแรง และมีการระดมกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจยังยืนอยู่ได้ไม่ยาก แม้ว่าจะลงเหวติดลบ แต่ก็สามารถปีนกลับมาขยายได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

แต่สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2554 เทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา ต่างกันราวฟ้ากับดิน

ปัจจัยภายนอกจากต่างประเทศกระทบหนักเพราะอยู่ในห้วงระส่ำ ทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวไม่ชัดเจน หนี้ยุโรปที่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ทำให้กระทรวงการคลังประเมินว่ากระทบการขยายตัวของไทย 0.2% ซึ่งหากปัญหาลุกลามมากขึ้นก็ย่อมส่งผลกระทบกับไทยมากขึ้น

ขณะที่ในประเทศยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่หลายคนพอจะจินตนาการได้

ฤทธานุภาพของน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ลากยาวหลายเดือน จมนิคมอุตสาหกรรมไป 7 แห่ง บ้านเรือนจมอยู่ใต้น้ำนับไม่ถ้วน น้ำท่วมขังมาแล้ว 12 เดือน และยังไม่มีท่าทีจะแห้งภายใน 12 สัปดาห์ตามที่รัฐบาลคุยไว้

ทั้งหลายทั้งปวงมีการคาดกันว่าน้ำท่วมทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวหายไป 2% เป็นอย่างน้อย ย้ำว่าเป็นอย่างน้อย

เมื่อรวมกับผลกระทบเศรษฐกิจต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 45% เหลือแค่ 1.82.6% เท่านั้น

เรียกว่าหายไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

ยังมีการประเมินกันว่าผลกระทบน้ำท่วมจะลามไปถึงปี 2555 ให้ล้มระเนระนาด

หากรัฐบาลมีแผนฟื้นฟูไม่ดี จะทำให้การขยายตัวเดี้ยงไม่เป็นไปตามแผนที่รัฐบาลประมาณไว้ว่าจะขยายตัวได้ 45% เพราะตอนนี้ความมั่นใจทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคอุตสาหกรรมมีปัญหาหนักในเรื่องของความไม่เชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล

ที่ผ่านมาบริษัทประกันภัยไม่ยอมต่อประกันให้ผู้ประกอบการ ทำให้มีการคิดย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น เป็นลางร้ายซ้ำเติมการลงทุนการส่งออกเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

ยิ่งล่าสุดมีมรสุมการเมืองรอบใหม่ในเรื่อง “อภัยโทษให้กับนายทักษิณ” เข้ามาสุมไฟเศรษฐกิจไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่มีเวลาหายใจ

เพราะแทนที่รัฐบาลจะมีเวลาไปฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับความเสียหายยับเยินให้กลับมาเหมือนเดิมไวที่สุด ก็ต้องมานั่งแก้ต่างดับไฟร้อนการเมืองที่ดูแล้วยิ่งแก้ยิ่งติดใจ

เศรษฐกิจก็ยิ่งอึดอัดอมทุกข์ อมไข้ เหมือนเป็นฝีหัวช้าง รอวันหนองแตก

ที่ผ่านมาไม่มีปัญหาเรื่องกฎหมายอภัยโทษ รัฐบาลก็แก้ปัญหาน้ำท่วมได้แย่ ขาดประสิทธิภาพ มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส ยังมีคนโดยเฉพาะใน กทม.ยังอยู่ในน้ำเน่า ขณะที่แผนฟื้นฟูหลังน้ำท่วมก็ยังไม่มีอะไรเป็นรูปเป็นร่าง

นอกจากการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเป็นไม้ค้ำยันรัฐบาลเท่านั้น

จะเห็นว่าแค่ร่างกฎหมายอภัยโทษหลุดมาแค่วันสองวัน ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านแทนที่จะได้เดินหน้าปรองดองช่วยกันดึงเศรษฐกิจให้พ้นจากจมน้ำเน่า กลายเป็นว่าฝ่ายค้านต้องนั่งตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลที่ออกกฎหมายอภัยโทษ

ขณะที่รัฐบาลก็ต้องหาทางหนีทีไล่ เอาตัวรอดจากการออกกฎหมายแบบหลบๆ ซ่อนๆ ไปวันๆ

สุดท้ายเศรษฐกิจก็เคว้ง เพราะทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องมางัดข้อสู้กันกับความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่ ที่ทำท่าลุกลามขยายวงกว้างเร็วขึ้น เพราะมีมวลชนไม่พอใจรัฐบาลที่แอบช่วยนายใหญ่ ซึ่งอ่อนไหวต่อการเป็นสงครามการเมืองกลางเมืองรอบใหม่

กรณีที่เลวร้ายมากสุด หากเกิดวุ่นวายเหมือน 3 ปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำกว่า 2.6% ที่ประเมินไว้อย่างแน่นอน ส่วนปีหน้าก็ประเมินแทบไม่ได้ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เพราะความขัดแย้งรุนแรงเพิ่มขึ้นตลอด จากปิดสนามบิน มาปิดเมืองเผารถเมล์ มาถึงปิดเมืองเผาบ้าน ยิงกัน ไม่ต่างอะไรกับสงครามกลางเมือง

ผู้ที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจประเมินว่า หากมีความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่จะใหญ่กว่า แรงกว่า และเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง ปัญหารุมเร้า หากมีปัญหาการเมืองรุนแรงเข้ามาเพิ่ม ก็ถึงเวลาเศรษฐกิจไทยหมดอนาคต

หากวันนี้รัฐบาลยังเดินหน้าทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของคนคนเดียว โดยไม่คำนึงภาพรวมของสังคมและเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเอาไม่อยู่  

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน