
สภาถกปมถอนทหารพื้นที่พิพาทไทย-เขมร
เปิดประชุมรัฐสภา ถกปมถอนทหารไทย-เขมรตามแนวพระวิหาร "สุรพงษ์" หวั่น ถ้าไม่ถอนกำลังอาจเป็นปมให้เขมรฟ้องยูเอ็นต่อ
เปิดประชุมรัฐสภา ถกปมถอนทหารไทย-เขมรตามแนวพระวิหาร "สุรพงษ์" หวั่น ถ้าไม่ถอนกำลังอาจเป็นปมให้เขมรฟ้องยูเอ็นต่อ
เวลา 13.30น.ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน กรณีคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก)ให้ไทยและฝ่ายกัมพูชา ถอนทหารออกจากพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ทั้งนี้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ได้เสนอให้เป็นการประชุมลับ อย่างไรก็ตามนายสุรพงษ์ ชี้แจงก่อนการประชุมลับถึงเหตุผลในการเสนอเรื่องดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาว่า เนื่องจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มีความกังวลว่าหากปฏิบัติตามคำสั่ง อาจทำให้ประเทศไทยเสียอธิปไตยในพื้นที่ดังกล่าวได้ จึงขอเสนอเรื่องให้รัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2554 มีการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า การปฏิบัติตามคำสั่งของศาลนั้น เป็นพันธกรณีระหว่างไทยแ ละกัมพูชา ไม่เข้าข่ายเป็นหนังสืออนุสัญญา ดังนั้นคำสั่งชั่วคราวดังกล่าวไม่กระทบเขตแดนหรือการเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตย จากนั้นครม. จึงมีมติ ตามกระทรวงการต่างประเทศ และสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ คือ เสนอเรื่องนี้ให้ประธานรัฐสภาเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา 179
“การปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นการทำตามพันธกรณี ถือว่าเป็นผลดีกับประเทศไทย ที่มีความรับผิดชอบต่อสหประชาชาติ อีกทั้งคำสั่งถอนทหารชั่วคราวดังกล่าวไม่กระทบเขตแดน และอธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งฝ่ายไทยมีอำนาจบริหารและปกครองในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่เช่นเดิม อีกทั้งคำสั่งดังกล่าวถือว่ามีความสมดุล เพราะได้สั่งทั้งฝั่งไทย และฝั่งกัมพูชา และไทยจะไม่เสียเปรียบ หากทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามอย่างเท่าเทียม และผมมองว่าหากประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ทางกัมพูชาอาจร้องขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ใช้กฎบัตรสหประชาชาติกับประเทศไทยได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อประเทศไทย และกระทบต่อความเชื่อมั่นและความร่วมมือของนานาประเทศต่อประเทศไทยได้” นายสุรพงษ์ กล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินการของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ต่อกรณีคดีปราสาทพระวิหาร เป็นการทำงานต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา คือใช้ทีมทนายและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ชุดเดิม อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ตระหนักต่อการทำหน้าที่ของทหาร ดังนั้นเพื่อให้ฝ่ายมั่นคงปฏิบัติหน้าที่โดยหมดข้อกังวลใจ จึงนำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุมรัฐสภา







