
กทม.ตะวันตก-ตะวันออก พระราม2น้ำติดขัด-บางชันฮึดรอด-ลาดกระบังเสี่ยง
ชัยยุทธ ชินณะราศรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระเจ้าจอมเกล้าธนบุรี
ชัยยุทธ ชินณะราศรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระเจ้าจอมเกล้าธนบุรี
กล่าวว่า จากการสำรวจปริมาณน้ำที่อยู่ตอนบนของฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่ จ.พระนครศรีอยุธยา บางไทร บางบัวทอง บางใหญ่ บางกรวย ตลิ่งชัน พบว่ายังมีปริมาณน้ำตกค้างอยู่อีกประมาณ 2,000 ล้าน ลบ.ม. ที่จะไหลเข้าสู่ทางตะวันตกของ กทม. แต่ข่าวดีของทางฝั่งตะวันตกก็คือ กรมชลประทานได้ดึงน้ำให้ไปออกแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำเจ้าพระยาได้มากขึ้น
ประกอบกับได้มีการซ่อมคันกั้นน้ำในจุดต่างๆ ที่เสียหาย ทำให้ปริมาณน้ำที่เคยเข้าสู่พื้นที่ตะวันตกเฉลี่ย 25 ล้าน ลบ.ม. จะลดลงเหลือประมาณ 20 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้พื้นที่ที่อยู่ใต้คลองมหาสวัสดิ์ลงมาจะมีระดับน้ำลดลง แต่ระยะเวลาในการท่วมขังยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการระบายน้ำออกด้วยว่าจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ถือเป็นข่าวดีที่ปริมาณน้ำเข้าพื้นที่ได้เริ่มลดลงแล้ว
จากการประเมินปริมาณน้ำที่จะไหลออกจากพื้นที่ฝั่งตะวันตก ผ่านทางคลองสนามชัยลงสู่ทะเลทางฝั่งมหาชัย ผ่านทางชายทะเลบางขุนเทียน ผ่านคลองขุนราชพินิจใจลงชายทะเลฝั่งสมุทรปราการ และออกทางคลองดาวคะนองลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จะสามารถระบายน้ำได้วันละ 20 ล้าน ลบ.ม. แต่ปัจจุบันยังติดปัญหาน้ำยังระบายลงทะเลได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำตกค้างในพื้นที่ได้
ด้านนิคมอุตสาหกรรมบางชันกับนิคมฯ ลาดกระบัง ยงยุทธ ทองสุข รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานป้องกันนิคมอุตสาหกรรมบางชันจากปัญหาน้ำท่วม กล่าวว่า สถานการณ์ระดับน้ำในคลองแสนแสบมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 1 ซม. จากระดับ 1 ม. เป็น 1.01 ม. ซึ่งการระบายน้ำลงคลองแสนแสบเพื่อลงคลองพระโขนง ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ระดมเครื่องสูบน้ำมาแล้ว 53 เครื่อง สามารถระบายน้ำได้ 1.15 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน และในวันที่ 11 พ.ย.นี้ จะมีเครื่องสูบน้ำเดินทางมาสมทบอีกจำนวนหนึ่ง
นิคมฯ บางชัน ได้รับการสนับสนุนจาก กทม. และกองทัพเรือ นำเรือผันน้ำในคลองบางชัน 2 ลำ เหนือประตูระบายน้ำ 2 ลำ ใต้ประตูระบายน้ำ 2 ลำ คลองรหัส 2 ลำ และรามคำแหง 167 จำนวน 2 ลำ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา นิคมฯ บางชันได้ซ้อมแผนฉุกเฉินกู้น้ำท่วม โดยการผันน้ำที่ขังบริเวณถนนเสรีไทย ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลักที่เดินทางมายังนิคมฯ บางชันได้สะดวกที่สุดในขณะนี้
โสภณ ผลประสิทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานป้องกันนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังจากปัญหาน้ำท่วม กล่าวว่า สถานการณ์น้ำของนิคมฯ ลาดกระบังถือว่าทรงตัว โดยระดับน้ำเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย. ประมาณ 2 ซม. แต่ยังน่าเป็นห่วง เพราะระดับน้ำสูงกว่าคันดินเก่าแล้ว และกำลังไต่คันดินใหม่อยู่ ซึ่งรอยต่อระหว่างคันดินเก่าและใหม่จะมีจุดรั่วซึมบ้าง ทำให้ต้องเร่งเสริมความแข็งแรงอุดรอยรั่ว ส่วนเครื่องปั๊มน้ำของนิคมฯ ขณะนี้รวบรวมได้แล้ว 54 เครื่อง ระบายน้ำได้ 1.5 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน
สำหรับการประกอบการโรงงานในนิคมฯ ลาดกระบังมี 231 แห่ง ปิดชั่วคราว 100 แห่งที่เหลือยังดำเนินการผลิตตามปกติ
ทางนิคมฯ จะร่วมกับเจ้าหน้าทีทหารและกทม.เดินเครื่องสูบน้ำ 50 เครื่องและเรือผันน้ำ 24 เครื่องที่ตั้งกระจายอยู่รอบนิคมพร้อมกัน เพื่อทดลองดูว่าจะสามารถผันน้ำที่เอ่อล้นจากบึงกระเทียมมาด้านหลังของโรงงานเพื่อผันลงคลองบางชันและคลองย่อยของบึงกระเทียมลงคลองแสนแสบ และผันลงสู่อุโมงค์ยักษ์ของกทม.ต่อไป
"แผนฉุกเฉินนี้เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการเร่งผันน้ำ หลังจากที่น้ำเหนือไหลเข้ามาเติมทางฝั่งบึงกระเทียมและถ.เสรีไทยตรงแยกบางชันเพิ่มขึ้น ถ้าทดสอบคืนนี้แล้วพบว่าผันน้ำได้ดี ก็จะมั่นใจได้ว่าน้ำเหนือและน้ำหนุนที่จะขึ้นสูงสุดในอีก12 วันข้างหน้าไม่มีปัญหา แต่ถ้าทดสอบแล้วมีปัญหาก็จะได้เตรียมแผนรับมือใหม่ได้ทัน" นายยงยุทธกล่าว
นายธเนศ วีระศิริ เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ผู้ดูแลระบบน้ำของนิคมบางชัน กล่าวว่า ระดับน้ำฝั่งบึงกระเทียมเมื่อเวลา 17.30 น.ลดลง 3 ซม.อยู่ที่ 109 ซม. ขณะที่ระดับน้ำในคลองแสนแสบยังทรงตัวที่ 100101 ซม. แม้ว่าจะมีน้ำจากคลองสามวาและพระยาสุเรนทร์รวมถึงน้ำท่วมทุ่ง ซึ่งเป็นทัพหน้าของน้ำมาเพิ่ม แต่ทางนิคมเร่งสูบทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นไม่มาก
"ต้องสู้กับทัพหน้าของน้ำที่มาเพิ่ม เห็นได้จากน้ำเอ่อที่ ถ.เสรีไทยยาวขึ้น และหัวน้ำที่ไปตามท่อเริ่มโผล่ที่แยกนิด้ามากขึ้น แต่ยังมั่นใจว่าแผนการผันน้ำและสูบน้ำที่เตรียมไว้จะสามารถรับมือได้ ถ้าผ่าน 7 วันนี้ไปได้ นิคมบางชันจะรอด" นายธเนศกล่าวนิคมบางชันซ้อมแผนฉุกเฉินรับมือทัพน้ำเหนือ 4 ทุ่มคืนนี้ ยังมั่นใจผ่าน 7 วันจะรอด







