
น้ำท่วมตรังพืชผักแพงเท่าตัว
ชาวตรังครวญพืชผักแพงและขาดแคลนเนื่องจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคกลางแหล่งปลูกใหญ่ส่งขายทั่วประเทศ
ชาวตรังครวญพืชผักแพงและขาดแคลนเนื่องจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคกลางแหล่งปลูกใหญ่ส่งขายทั่วประเทศ
ผู้สื่อข่าวได้สำรวจการจำหน่ายพืชผัก ตามแผงต่างๆ ในตลาดเทศบาลนครตรัง ปรากฎว่า บางชนิดได้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นนับเท่าตัวเลยทีเดียว อันเป็นผลพวงมาจากจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น เนื่องจากแปลงเพาะปลูกพืชผักในหลายจังหวัดทางภาคกลางได้รับความเสียอย่างหนัก ทำให้ผลผลิตที่ออกมามีน้อยจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จนแผงจำหน่ายพืชผักหลายแห่งหวั่นเกรงว่าผลกระทบดังกล่าวนั้น อาจจะต้องเกิดขึ้นยาวนานต่อไปอีกเป็นระยะเวลาหลายเดือน
นางมลฤดี ชัยเทพ แม่ค้าแผงจำหน่ายพืชผักรายใหญ่แห่งหนึ่ง ในตลาดเทศบาลนครตรัง กล่าวว่า ขณะนี้ในส่วนของจังหวัดตรัง แทบจะผลิตพืชผักไม่ได้เลย นอกจากในบางชนิด เช่น แตงกวา หรือถั่วฝักยาว แต่ก็มีปริมาณที่น้อยกว่าความต้องการอย่างมาก ส่วนที่เหลือต้องนำเข้ามาจากตลาดใหญ่ในภาคใต้ เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี และยังต้องนำเข้ามาจากตลาดใหญ่ในจังหวัดทางภาคกลางด้วย เพราะการบริโภคพืชผักของประชาชนในแต่ละวันมีจำนวนมาก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ ผลจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้แปลงเพาะปลูกพืชผักเสียหายอย่างรุนแรง จึงมีปริมาณสินค้าส่งมายังจังหวัดตรังลดน้อยลงไปมาก ขณะเดียวกัน เส้นทางจราจรหลายสายได้เกิดน้ำท่วมในระดับที่สูงมาก จนรถบรรทุกต้องเสียเวลาเดินทางอ้อมไปอ้อมมา ส่งผลให้มีต้นทุนค่าขนส่งหรือค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น ดังนั้น แผงจำหน่ายพืชผักต่างๆ จึงจำต้องปรับขึ้นราคาสินค้า ในอัตรา 50-60 % เพื่อให้พอที่จะมีกำไรอยู่รอดต่อไปได้ แต่ยอมรับว่าได้สร้างผลกระทบให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก
"ตนเองขายพืชผักมายาวนานหลายสิบปีแล้ว ไม่เคยมีปีไหนที่ข้าวของจะแพงอย่างนี้ เช่น คะน้า จาก กก.ละ 25 บาท ก็ปรับขึ้นเป็น 50 บาท ผักกวางตุ้ง (ไช่ซิม) จาก กก.ละ 30 บาท ปรับขึ้นเป็น 40 บาท ผักบุ้ง จาก กก.ละ 25-30 บาท ปรับขึ้นเป็น 35-40 บาท ผักชี จาก กก.ละ 120-140 บาท ปรับขึ้นเป็น 160-180 บาท ต้นหอม จาก กก.ละ 80 บาท ปรับขึ้นเป็น 120 บาท และกว่าที่แปลงพืชผักเหล่านี้จะกลับมาให้ผลผลิตได้ อาจจะต้องใช้เวลาถึงต้นปี 2555 ซึ่งจะตรงกับช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่จังหวัดตรังจะต้องใช้พืชผักอย่างมากอีกครั้ง"นางมลฤดี กล่าว







