
โกร่งลุยฟื้นฟูชาติ ลั่นทุ่มทุนไม่อั้นหยุดน้ำท่วม
วีรพงษ์ รามางกูร แถลงร่วมกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
วีรพงษ์ รามางกูร แถลงร่วมกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
หลังคณะรัฐมนตรีมีมติตั้งให้ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เร่งด่วนที่รัฐบาลต้องกอบกู้สถานการณ์และเยียวยาพื้นที่1 ใน 3 ที่ถูกกระทบจากน้ำท่วมเป็นเขตเศรษฐกิจของประเทศ เป็นเขตเศรษฐกิจ ฐานการผลิตค้าขาย และการส่งออกของประเทศ โดยจะเห็นว่าน้ำท่วม จ.ปทุมธานี ทำให้โรงงาน ฮอนด้า โตโยต้า ต้องหยุดการผลิตรถยนต์ทั่วโลก
กยอ. จะทำงานเชื่อมต่อจากคณะกรรมการเยียวยา เพื่อสร้างอนาคตใหม่ ความมั่นใจ และความสามารถในการแข่งขัน โดยจะร่วมมือกับคณะกรรมการชุดของ ยงยุทธ วิชัยดิษฐรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าปีหน้าถ้าฝนตกเช่นนี้ก็จะไม่เกิดภาวะเช่นนี้อีก เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและประชาชน
อย่างไรก็ตาม ถ้าสามารถทำได้ จุดเป้าหมายคือหลังจากนี้สามารถทำให้บริษัทประกันภัยทั่วโลกรับประกันอุทกภัยให้กับโรงงานต่างๆ ในเขตน้ำท่วมได้ก็จะถือว่าประสบความสำเร็จ และตัวเองคงต้องเดินทางไปคุยกับนักลงทุนญี่ปุ่นและที่อื่นๆ ว่าเป้าหมายเป็นแบบนี้ทุกปี แต่จะไปถึงไหนต้องช่วยกันให้ถึงฝั่ง และต้องประสานกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) พร้อมทั้งคณะกรรมการ กยอ.ที่จะต้องไปทำด้านวิศวกรรมด้วย
ทั้งนี้ ต้องใช้เวลา 1 ปี เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก และ 56 ปี ต้องมีโครงการที่สำเร็จเรียบร้อย โดยจะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ชั่วกัลปาวสาน
“จะลงทุนเท่าไหร่ก็ต้องทำ ต้องยอม เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสมาก แต่หลักคือ การลงทุนต้องใช้เม็ดเงินมากมาย ต้องให้ได้ประโยชน์สูงสุด และต้องถือหลักโปร่งใสและสามารถอธิบายได้ตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน วินัยทางการคลังต้องรักษา ซึ่งเป็นภารกิจที่ยากมาก แต่ที่ต้องรับเพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องทำเพื่อประเทศชาติ” วีรพงษ์ กล่าว
สำหรับระยะกอบกู้สถานการณ์กำลังทำอยู่ ต่อไปคือการเยียวยาประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพื่อให้ความมั่นใจว่าปีหน้าหากฝนตกก็จะไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก และในระยะยาวต้องสร้างระบบของประเทศ อาจจะต้องคิดกันใหม่ว่าจะฝืนธรรมชาติหรือจะปล่อยตามธรรมชาติ
“คิดว่าเราต้องไปตามธรรมชาติ ส่วนด้านนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ต้องช่วยเขากอบกู้สถานการณ์ แต่ในระยะยาว เขาอาจจะคิดย้ายที่ไปจังหวัดอื่นก็แล้วแต่ แต่ว่าในปีแรกต้องช่วยกันทุ่มสร้าง ทุกฝั่งเมื่อเห็นภาพชัดเจนแล้วว่าต้องทำอะไรในเรื่องป้องกันในปีหน้า และเรื่องป้องกันระยะยาวก็เป็นหน้าที่ของตนเองที่ต้องไปหาเงินมาใช้ปาดหนี้ และต้องไม่เสียวินัยการคลังด้วย” วีรพงษ์ กล่าว
พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หนึ่งใน กยอ. กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการเสนอแนะต่อคณะกรรมการมี 3 เรื่องหลัก เช่น 1.มาตรการระยะสั้น การให้ความช่วยเหลือกับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในขณะนี้ ในเรื่องอาหารที่ยังไม่ทั่วถึง และหลังน้ำลด บ้านเรือนที่เสียหายจะมีมาตรการช่วยเหลือในเรื่องเงินทุนการซ่อมแซมบ้านในรูปแบบใดได้บ้าง
2.การฟื้นฟูภาคเกษตรหลังพื้นที่เพาะปลูกถูกน้ำท่วมเสียหาย เกษตรกรหลายรายต้องเสียรายได้ไปทั้งปี จะมีการจัดหาเมล็ดพันธุ์พืชแจกจ่ายทดแทน เพื่อเริ่มการเพาะปลูกใหม่ และ 3.มาตรการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม ต้องเร่งกู้นิคมอุตสาหกรรมให้เร็วที่สุด เนื่องจากรายได้การส่งออกของไทย 70% มาจากภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันต้องดูแลอุตสาหกรรมนอกนิคมฯ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีซึ่งมีแนวคิดที่จะนำเงินที่ได้จากการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท มาตั้งเป็นกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี
ขณะที่ พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศต้องให้ความสำคัญใน 4 เรื่องหลัก คือ 1.การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมโดดเด่นต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานการผลิตในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ 2.ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรให้มีการขยายตัวมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ให้เป็น 20%
3.สนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกิจการโรงแรม บริษัททัวร์ ตลอดจนการดูแลแหล่งท่องเที่ยวให้มีความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ และ 4.ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ส.อ.ท.ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเสนอที่จะนำไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งจะจัดทำให้เป็นแพ็กเกจใหญ่







