posttoday

จากโคตรวิกฤตถึงโคตรถุงยักษ์

08 พฤศจิกายน 2554

โดย...นายทวี สุรฤทธิกุล

โดย...นายทวี สุรฤทธิกุล [email protected] 

ข้าพเจ้า นายทวี สุรฤทธิกุล อายุ 52 ปี รับราชการเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ประสบความเดือดร้อนพร้อมกับคนอื่นๆ อีกจำนวนมากจากปัญหาน้ำท่วมหลาก(ในระยะแรก)และท่วมขัง(ในขณะนี้) ซึ่งมีข้อร้องเรียนเชิงเสนอแนะเพื่อเป็นประโยชน์ร่วมกัน ดังนี้

จากโคตรวิกฤตถึงโคตรถุงยักษ์

1. ข้าพเจ้าขอเอาตัวข้าพเจ้าและประชาชนในชุมชนที่อยู่ร่วมกันคือในซอยแจ้งวัฒนะ 1 ซอยวิภาวดี 64,62,60 และเคหะบางบัว ทะลุออกถนนพหลโยธินที่ซอยพหลโยธิน 49/1 (พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผอ.ศปภ. ก็อาศัยอยู่ระหว่างซอยวิภาวดี 60 และ 62 นี้ด้วย)ซึ่งเชื่อมโยงถึงกัน เป็นแบบอย่างของความเดือดร้อนว่า น่าจะแสนสาหัสไม่น้อยไปกว่าชาวกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่นๆ ที่มีปัญหาแบบนี้เช่นกัน โดยเฉพาะการถูกทอดทิ้งจาก “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตลอดระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ที่เกิดปัญหาน้ำหลากเข้ามานั้น เริ่มจากความไม่มีระบบและความสามารถในการสื่อสารของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ สืบเนื่องไปถึงความแย่งชิงการทำงานเอาหน้ากับประชาชนของเหล่านักการเมืองและผู้บริหารท้องถิ่น ไปจนถึงความไม่เอาไหนในการกอบกู้และให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน ที่สุดคือความอ่อนแอและไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลและกลไกรัฐ

2. ข้าพเจ้าและชาวบ้านในย่านที่กล่าวมานี้ไม่เคยได้รับคำแจ้งเตือน “ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ” จากหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ศปภ. และ กทม. นับตั้งแต่วันที่น้ำในคลองรังสิตได้ท่วมหลากลงมาในคืนวัน 21 ตุลาคม แล้วท่วมลงมายังเขตดอนเมืองทางทิศเหนืออย่างรวดเร็ว โดยข่าวสารในช่วงนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้งและแย่งชิงกันให้ข่าวจนสับสน พร้อมทั้งไม่ได้แนะนำ(ควบคุม)สื่อสาธารณะที่มีอิทธิพลมากที่สุดก็คือโทรทัศน์ ให้เสนอข่าวที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือนั้นด้วย มีแต่ปล่อยให้สื่อบางคนบางช่องเป็นฮีโร่และนำกระแสอยู่เพียงด้านเดียว(แม้ภายหลังจะเอาบุคคลที่ดูน่าเชื่อถือมาเป็นโฆษกก็ช้าไปมาก) โดยเฉพาะ “หายนะและความน่ากลัว” อันเป็นจุดขายของสื่อเหล่านี้ ยิ่งทำให้ประชาชนอกสั่นขวัญแขวน และหลงเป็นเหยื่อของ “สื่อซาดิสม์” มากขึ้น ที่สำคัญสื่อเหล่านี้ได้ใช้นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญบางคนมาตอกย้ำเรื่องเหล่านี้ให้ผู้คนประสาทเสียยิ่งขึ้น

3. ตัวอย่างเช่น มีนักวิชาการคนหนึ่งให้ข่าวในวันจันทร์ที่ 25 ตุลาคมว่า น้ำจากทิศเหนือที่กำลังไหลเข้าดอนเมืองจะมาถึงแยกหลักสี่(บริเวณที่พวกข้าพเจ้าอาศัยอยู่)ในวันอังคารที่ 26 และจะถึงแยกเกษตรในวันต่อไป(พุธที่ 27) แต่เอาเข้าจริงๆ น้ำกว่าจะมาถึงแยกหลักสี่ก็ในอีก 5 วันต่อมาคือวันอาทิตย์ที่ 30 แล้วเพิ่งจะไปถึงแยกเกษตรศาสตร์เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน แต่ระหว่างเวลาเหล่านี้ฝ่ายราชการก็ไม่ใครออกมายืนยันหรือเตรียมการช่วยเหลือใดๆ ทำให้ผู้คนบางส่วน(รวมถึงผู้เขียน)ที่มองโลกในแง่ดีและต่อสู้อดทนยังใจดีอยู่ ครั้นพอไม่เห็นน้ำมาตามกำหนดของนักวิชาการก็เลยปล่อยใจ โดยเฉพาะไม่มีทางราชการมาชี้แจงอะไร ครั้นน้ำมาจริงๆ ก็ยังสบายใจจึงไม่ยอมอพยพไปไหน แม้ว่าจะมีคำแจ้งเตือนจากทางราชการที่ตามมาภายหลังให้อพยพก็สายเกินไป จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลเชื่อถือและเป็นที่พึ่งไม่ได้

4. ที่น่าเศร้าใจมากที่สุดก็คือ ตลอดเวลาที่น้ำท่วมสูงตรงย่านนี้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม ชาวบ้านย่านนี้ไม่เคยเห็น “เงาหัว” ของเจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมืองตนใดผ่านมาเลย อย่างน้อยก็น่าจะมีเจ้าหน้าที่เขตหลักสี่ หรือ ส.ส. และ ส.ก. ในเขตนี้เข้ามาถามไถ่เยี่ยมเยียนหรือรับร้องทุกข์ไปแก้ไขและให้ความช่วยเหลือบ้าง จนถึงวันนี้ 8 วันมาแล้วก็ยังคงเงียบ จะเห็นมีก็แต่รถของเอกชน เช่น ปตท. (ที่เข้ามา 2 วันแล้วก็ไม่มาอีก) และมูลนิธิอะไรอีกสักแห่งหนึ่งที่วิ่งเข้ามาวันเว้นวันเพื่อแจกของกินเล็กๆ น้อย ครั้นน้ำสูงมากในวันที่ 3 ภรรยาข้าพเจ้าต้องการอพยพและจะไปนำคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ในซอยพหลโยธิน 55 ติดกับวัดพระศรีมหาธาตุที่น้ำกำลังท่วมสูงเช่นกันอพยพออกไปด้วย ข้าพเจ้าและภรรยาได้พยายามติดต่อศูนย์ความช่วยเหลือต่างๆ ของทางราชการรวมทั้งสื่อบางแห่งแต่ก็ไม่มีใครเอาจริงเอาจัง วันรุ่งขึ้น(4 พ.ย.)จึงเปลี่ยนความคิดติดต่อไปยังมหาวิทยาลัยของข้าพเจ้าที่เขาเปิดรับเป็นศูนย์พักพิงอยู่ด้วยเพื่อขอเข้าไปพักอาศัย พร้อมกับติดต่อผ่านเพื่อนที่เคารพคนหนึ่งขอรถใหญ่เข้ามารับ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากเทศบาลนครนนทบุรีกับกรมราชทัณฑ์จัดรถและเจ้าหน้าที่พร้อมผู้ต้องขังชั้นดีรวม 6 คนมาช่วย เพราะคุณพ่อคุณแม่ของภรรยาข้าพเจ้าไม่แข็งแรง ต้องอุ้มขึ้นเรือจากในบ้านเพื่อมาขึ้นรถที่จอดรออยู่บนทางข้ามแยกหลักสี่ เนื่องจากน้ำข้างล่างสูงเกินกว่ารถที่มาช่วยจะฝ่าไปได้ อีกทั้งซอยพหลโยธิน 55 ก็คับแคบเนื่องจากร้านค้าที่เห็นแก่ตัวย่านนั้นปลูกสร้างแออัดไปหมด ทั้งนี้โดยได้รับความอนุเคราะห์เรือจากมูลนิธิกองทัพธรรมที่มาตั้งศูนย์ให้บริการความช่วยเหลืออยู่ตรงวงเวียนหลักสี่

5. เมื่อส่งภรรยาพร้อมคุณพ่อคุณแม่ไปพักที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชอย่างปลอดภัยแล้วข้าพเจ้าก็กลับมาดูแลบ้านพักตามเดิม ซึ่งข้าพเจ้าต้องขอชื่นชมชาวชุมชนในย่านนี้เป็นอย่างมากในความเอื้ออาทรและช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะคนระดับล่างที่ปลูกสร้างเพิงอยู่อาศัยและมีอาชีพเก็บขยะขาย (ในขณะที่คนมีฐานะในซอยนี้ใช้กำลังทรัพย์ปกป้องบ้านเต็มที่และสูบน้ำออกมากระแทกใส่พวกเขา) ซึ่งที่อยู่ติดกับบ้านของข้าพเจ้าก็มีครอบครัวหนึ่ง ต้องอาศัยเศษเหล็กและไม้ปลูกเป็นปะรำขนาดสัก 3 คูณ 4 เมตร แล้วอยู่อาศัยกันถึง 6 คน พร้อมเป็นที่ทำครัวและกินข้าวพร้อมสรรพ โดยคนเหล่านี้ได้ช่วยระแวดระวังภัยและช่วยยกข้าวของหนีน้ำให้แก่ผู้คนในบริเวณใกล้เคียง ทั้งยังต้องขอชมเชยบรรดามอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ได้เป็นสายข่าวแจ้งเตือนระดับน้ำต้นซอยปากซอยมาเป็นระยะ แม้หลายวันมานี้จะวิ่งรถไม่ได้แล้วก็ยังผูกแพให้บริการกันตามมีตามเกิด ที่น่าสรรเสริญที่สุดก็คือคนเหล่านี้ได้ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแลสวัสดิภาพของกันและกันอย่างเต็มที่ ในขณะที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองคือตำรวจ “ละเว้น” ไม่มาดูแลอะไร แม้แต่ในเวลาที่น้ำไม่ท่วม

จากกรณีตัวอย่างข้างต้นคงไม่ต้องกล่าวย้ำว่าใครคือ “ผู้ร้าย” และใคร “อัปลักษณ์ที่สุด” ในฐานะที่ข้าพเจ้าสอนวิชารัฐศาสตร์ เคยบริหารงานวิชาการในตำแหน่งคณบดีมาระยะหนึ่ง เคยทำงานกับนักการเมือง เคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และลงพื้นที่ทำงานกับประชาชนมาโดยตลอด ตลอดจนได้ติดตามสถานการณ์และให้ความคิดเห็นในเรื่องกิจการบ้านเมืองมาอย่างต่อเนื่อง จึงใคร่ขอเสนอความคิดเห็นต่อวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้สักเล็กน้อย เผื่อว่าจะมีผู้ใดเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็เชิญนำไปใช้ได้ด้วยความยินดียิ่ง

จากโคตรวิกฤตถึงโคตรถุงยักษ์

ก. การจัดระบบการบริหารจัดการและการสื่อสาร ความบกพร่องประการแรกของรัฐบาลในวิกฤติครั้งนี้ก็คือ ประเมินวิบัติภัยครั้งนี้ต่ำไป ตั้งแต่ที่น้ำได้หลากมาจากทางเหนือในเดือนกันยายน แม้เมื่อน้ำมาจ่ออยู่จังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯแล้วก็ยังประกาศว่า “เอาอยู่ค่า” ในขณะที่จังหวัดใกล้เคียงอย่างนนทบุรีกลับวิตกกังวลตื่นตัวไปทั่ว ระดมการป้องกันเต็มที่ จนน้ำไม่สามารถกระโดดไปท่วมอำเภอที่อยู่ติดต่อกับกรุงเทพฯ อย่างอำเภอปากเกร็ดและอำเภอเมืองนั้นได้ ที่แย่มากๆ ก็คือความขัดแย้งกันระหว่างรัฐบาลกับ กทม. รวมถึงในรัฐบาลด้วยกันก็มีการแทงข้างหลังกัน นายกรัฐมนตรีไม่สามารถคุมรัฐมนตรีในพรรคอื่นได้(แม้พรรคเพื่อไทยของตัวเองก็ตามเถอะ) แม้จะพยายามปรับโครงสร้างของ ศปภ. ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เนื่องจากคนที่อยู่ไม่สนใจที่จะประสานและช่วยเหลือกันตามโครงสร้าง แต่มุ่งจะสร้างภาพออกสื่อและแย่งชิงกันทำงานเพื่อผลส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่

ส่วนในเรื่องการสื่อสาร ยิ่งสะท้อนความไม่ได้เรื่องของรัฐบาล ที่ในระยะแรกได้นำบุคคลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือมาเป็นโฆษก รวมถึงข้าราชการและนักการเมืองอยากดังบางคน มาร่วมแถลงเหมือนเวทีดารา คือแบ่งกันพูดอย่างไม่สอดคล้องกัน น่าเบื่อ ข้อมูลไม่แม่นยำ ไร้สาระที่ประชาชนควรทราบ จนหมดความน่าเชื่อและเป็นที่พึ่งไม่ได้ไปทั้งหมด ครั้นภายหลังมาเปลี่ยนโฆษกแม้จะดูอบอุ่นและน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ด้วยระบบข้อมูลที่ยังสับสนอยู่และผู้เป็นโฆษกไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ในส่วนบริหารหรือตัดสินใจแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง จึงเพียงแค่เป็นการบรรเทาอารมณ์แต่ไม่ได้ให้ความหวังอะไรแก่ประชาชนมากนัก เพราะความจริงที่กำกับอยู่เบื้องหลังก็คือรัฐบาลที่ไร้ความน่าเชื่อถือไปหมดสิ้นแล้วดังกล่าว

ขณะนี้ที่ประเทศมาเลเซียกำลังมีฝนตกหนัก รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องได้แจ้งแก่ประชาชนว่า รัฐบาลจะรายงานภาวะและระดับน้ำในทุกพื้นที่ทุก 1 ชั่วโมง ในขณะที่รัฐบาลไทยให้มีการแถลงข่าวแค่วันละครั้ง โดยคนที่ถูกน้ำท่วมต้องเฝ้าระวังและดูระดับน้ำเองจากขอบตุ่มขอบเตียงที่น้ำกำลังท่วมขังนั้น นี่ถ้าเป็นรัฐบาลที่มีสติปัญญาอย่างมาเลเซีย ตลอดวันพวกเราก็ควรจะได้รับข้อมูลโดยตลอดจากสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศ(หรือจะอนุเคราะห์ข้อมูลให้สื่ออื่นด้วยก็ได้)ว่าชั่วโมงนี้ ซอยนี้ แขวงนี้ ชุมชนนี้ ตลาดนี้ ระดับน้ำเป็นอย่างไร ชั่วโมงต่อไปจะเพิ่มหรือลดเท่าไหร่ และจะแผ่ขยายไปทิศไหน ซอยไหน ย่านไหนต่อไป ที่สำคัญคือ “แอ็คชั่น” หรือการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ว่ากำลังทำอะไร สูบเบี้ยเลี้ยง (ขออภัย) สูบน้ำ เก็บขยะ ช่วยเหลือผู้อพยพ แจกจ่ายอาหาร ขนย้ายข้าวของและสัตว์เลี้ยง จัดการจราจร ระบายน้ำ และ ฯลฯ อยู่ที่ไหนอย่างไรบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนถูกมอมเมาโดยสื่อที่มีข้อมูลอันสับสน(หรือบางทีก็ “สร้าง” ข้อมูลเอาเอง) ทั้งยังแสนรู้อวดฉลาดสร้างความคาดหวังให้น่ากลัวใหญ่โตจนประชาชนขวัญหนีตีฝ่อ ประสาทแตกเตลิดเปิดเปิง

อย่างตอนนี้ประชาชนอยากทราบมากๆ ว่า เขาจะพ้นภัยพิบัตินี้เมื่อไหร่ จะไปทำงานทำมาหาเงินได้อีกเมื่อไหร่ แต่รัฐบาลและ กทม.กลับมัวทะเลาะกันอยู่แค่ว่าส่งหนังสือขอเครื่องสูบน้ำไปผิดกระทรวง ทั้งที่ในภาวะขอขาดบาดตายอย่างนี้ ตัวนายกฯหรือผู้ว่า กทม.นั่นแหละควรจะออกไปลากเครื่องสูบน้ำจากที่ไหนก็ได้ไปยังจุดที่ตนต้องสูบน้ำนั้นได้ทันทีเลย เราอยากจะรู้ว่าจะมีบล็อกน้ำ-ไล่น้ำกันอย่างไร เห็นว่า “โคตรถุงทราย-บิ๊กแบ็ก” ก็วางเสร็จแล้ว แล้วเมื่อไหร่ “โคตรความกังวล” ของคนที่อยู่ในน้ำจะบรรเทาบ้าง อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูโทรทัศน์ก็มีแต่วิเคราะห์ว่าตรงไหนฉิบหาย (ขออภัย) เสียหาย พร้อมสอนให้ประชาชน “เล่นละครบทเศร้า” เพื่อจะได้ออกสื่อ สร้างวัฒนธรรมของการเสแสร้ง แสดงให้เห็นถึงด้านลบของตัวมนุษย์ คือความอ่อนแอ ไร้ศักดิ์ศรี และสิ้นสติปัญญา ไม่ผิดอะไรกับการระบายภาพนรกและเปรตในสื่อชวนเชื่อสมัยโบราณอย่าง “เตภูมิกถา”

ข. งานชุมชนสัมพันธ์และจิตวิทยาชาวบ้าน ความจริงนั้นนักการเมืองและข้าราชการทุกคนก็คือคนไทย ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกชาวบ้าน เติบโตไต่เต้าประสบความสำเร็จมาเป็นลำดับ มีกินมีใช้ก็เงินภาษีของชาวบ้าน แถมยังร่ำรวยยิ่งขึ้นจากตำแหน่งหน้าที่และอำนาจที่ประชาชนมอบหมายให้ แต่ก็เป็นที่น่าอนาถใจว่าคนเหล่านี้มองไม่เห็นหัวประชาชน แถมยังปฏิบัติต่อประชาชนเหมือน “สวะ” หรือ “ขยะ” ที่ลอยมาตามน้ำกระนั้น

ในภาวะน้ำหลากและท่วมขังในครั้งนี้ กระทรวงที่ทำหน้าที่ได้ “โหลยโท่ย” ที่สุดก็คือกระทรวงมหาดไทย ที่ไม่ได้ระดมสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างมหาศาลนั้นมาใช้(ทั้งที่ตัวรัฐมนตรีว่าการเคยเป็นถึงปลัดกระทรวงนี้) คือมีบุคลากรและหน่วยงานในสังกัดมากมาย ทั้งกรมการปกครอง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมโยธาธิการ กรมพัฒนาชุมชน และ ฯลฯ ทั้งยังขาดความสามารถในการประสานงานกับผู้บริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะการขอความร่วมมือที่จะช่วยกันบริหารจัดการน้ำ แบ่งเบาความทุกข์ระหว่างชุมชนและพื้นที่ต่างๆ แถมยังมีนักการเมือง “ห่ามๆ” เข้ามาแทรกแซงการทำงานอยู่โดยตลอด ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย(และอีกหลายรัฐมนตรี)มีหน้าที่แค่เดินตามหลังนายกฯ ปรากฏตัวให้เห็นบนหัวไหล่นายกฯเป็นแบ็คกราวน์ในสื่อ แทนที่จะไปกำกับและสั่งการในพื้นที่ ประสานกับท้องถิ่น เทศบาล อบจ. และ อบต. ให้ออกมาช่วยเหลือกัน ใช้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้านที่มีอยู่หมู่บ้านละเป็นสิบๆ คนนั้นมาช่วยกัน ใช้อาสาสมัครชุมชนและงานมวลชนสัมพันธ์ให้เต็มที่ ดูตัวอย่างที่ข้าพเจ้าได้อาศัยชาวมอเตอร์ไซค์รับจ้างและซาเล้งสร้างความอบอุ่นและปลอดภัยอยู่ในย่านนี้

ที่แย่พอๆ กันก็คือกรุงเทพมหานคร ที่มีคนถามข้าพเจ้าว่า ทำไมผู้ว่าฯ “หม่อม” จึงต้องออกมาแถลงเช้าเย็น ด้วยหน้าเหี่ยวๆ เหนื่อยๆ หมองๆ คล้ำๆ ข้าพเจ้าก็ตอบในมุมมองทางการเมืองว่า ถ้าท่านไม่ออกมาแถลงข่าวนั่นแหละท่านจะเสียความนิยม นักการเมืองจำเป็นจะต้องออกมาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน แต่ในขณะที่ผู้ว่าฯพยายามสร้างภาพขอความสงสารและเห็นใจ แต่เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการตามเขตต่างๆ อย่างเขตหลักสี่ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่นี้กลับทำให้ประชาชนรู้สึกอ้างว้างว้าเหว่และโกรธแค้น เพราะตลอดระยะเวลานับแต่ที่มีข่าวว่าน้ำมาจ่อทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ แล้วลามหลากลงมาที่เขตดอนเมือง พวกเราในย่านนี้ไม่เคยเห็นหัวเจ้าหน้าที่เขตคนใดออกมาหาสู่ เพราะถ้าออกมาให้เห็นหน้าบ้างก็จะสร้างความอบอุ่นและลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งก็เพื่อแจ้งข่าวสาร “โดยตรง” ยังประชาชนเพื่อย้ำให้ชัดเจนว่าภัยพิบัตินี้จะรุนแรงเพียงใด ในขณะเดียวกันก็จะได้หาข้อมูลเห็นสภาพพื้นที่ที่แท้จริงเพื่อช่วยเหลือในกรณีต่างๆ อย่างรวดเร็วต่อไป แม้แต่เมื่อเวลาที่น้ำท่วมแล้วพวกเขาก็ควรจะมาปลอบขวัญหรือเยี่ยมเยียนตามธรรมเนียมพี่น้องไทย แต่ที่แย่ที่สุดก็คือบรรดามวลชนที่ทางราชการเคยใช้ทำงานต่างๆ ในพื้นที่ต่างก็ถูกทอดทิ้ง ทำให้คนเหล่านี้หมดกำลังใจ และแน่นอนว่าคงจะแค้นฝังใจ แล้วในอนาคตถ้ารัฐจะไหว้วานคนเหล่านี้ก็คงจะยากยิ่งขึ้น เพราะซึ้งใจกันเต็มที่แล้วในครั้งนี้

ข้าพเจ้าเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า การแก้ไขวิกฤติภัยในครั้งนี้ของรัฐบาลตั้งอยู่บน “อคติทางการเมือง” ไม่มากก็น้อย โดยที่พื้นที่กรุงเทพมหานครนี้เป็นฐานเสียงหรือมีประชาชนเลือก ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์เข้ามามากที่สุด ดังนั้นตั้งแต่แรกรัฐบาลอาจจะไม่ค่อยเอาใจใส่หรือมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหานี้อย่างทุ่มเทเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากท่าทีอันผ่อนคลายและไม่ค่อยจะเป็นกังวลของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในฟากรัฐบาลที่มีอยู่เป็นปกติ และยิ่งเห็นภาพการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกับข้าราชการของรัฐบาลแล้ว ก็ยิ่งน่าคิดไปได้ว่ารัฐบาลถือหางข้างใคร แต่ที่น่าเสียใจที่สุดก็คือภาวะแบบ “มือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ” ของนักการเมืองในฝ่ายรัฐบาล ที่พยายามสร้างความขัดแย้งแย่งชิงคะแนนนิยมในการแจกสิ่งของและให้ความช่วยเหลือเอาหน้า ในขณะเดียวกันในฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์นั้นก็ไม่เอาไหนเช่นกัน เพราะแทนที่จะออกมาช่วยผู้ว่าฯกทม.บ้าง กลับซุ่มเงียบ โดยเฉพาะคนที่เป็น ส.ส.ในพื้นที่ แม้จะไม่ได้มีอำนาจวาสนาหรือทรัพยากรในการให้ความช่วยเหลือเพราะไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ก็ควรจะมีน้ำใจมองเห็นหัวประชาชนออกมาเยี่ยมเยียนให้พบเห็นหน้ากันบ้าง นี่แหละสันดานของนักการเมืองไทย พออยากได้คะแนนก็เวียนมาขอวันละสี่ห้ารอบ กระจายเสียงเปิดลำโพงจนหนวกหูไปหมด แต่พอได้ตำแหน่งแล้วก็มุดลงรูไป(เสวยสุขกัน)หมด

อีกกรณีหนึ่งก็คือ การประสานงานกับกองทัพ ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลกับกองทัพจะระแวงกันและกันอยู่มาก สังเกตได้ตั้งแต่ที่ได้มีการจัดตั้ง ศปภ.ก็ให้ทหารเป็นแค่ฝ่ายสนับสนุนหรือ “ตัวเสริม” ทั้งที่ทหารควรจะมาเป็นตัวหลักอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะการระดมกำลังพลเสริมงานปฏิบัติการต่างๆ ของรัฐ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่ากลไกประเภทเดียวกันเช่นตำรวจไม่เป็นที่น่าเชื่อถือและพึ่งไม่ได้แล้ว อีกอย่างหนึ่งเราต้องยอมรับว่าภาวะนี้ก็คือ “สงคราม” ดีๆ (ที่จริงไม่ดีเท่าไหร่)นี่เอง จึงไม่น่าเกลียดถ้าจะให้ทหารออกหน้าในการสู้สงครามนี้ เป็นต้นว่า การตรึงกำลังในพื้นที่เพื่อป้องกันวิกฤติมวลชน(เช่น มีกลุ่มคนไปรื้อคันป้องกัน หรือประชาชนทะเลาะกัน) การก่อสร้างและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งทหารก็มีความพร้อมและอุปกรณ์ที่จะใช้ดำเนินการมากมาย(อันจัดซื้อมาด้วยภาษีอากรของประเทศจำนวนเป็นแสนๆ ล้านบาทในทุกปีนั้น) อาทิ รถเครน รถสะพาน รถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก และรถสายพานลำเลียงต่างๆ (บางคนเสนอว่าจะได้เป็นการทดสอบคุณภาพของรถเหล่านี้ด้วย เพราะเห็นมีการกล่าวโจมตีกันเวลาของบประมาณตลอดมา) ขอเพียงแต่รัฐบาลอย่าได้หวาดหวั่นเมื่อเห็นภาพทหารออกมาเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะเขาออกมาเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลและประชาชน หาได้ออกมาทำรัฐประหารแต่อย่างใดไม่

ค. นโยบายสาธารณะและการบริหารจัดการในภาพใหญ่ ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้นก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลมีความพยายามที่จะวางแผนหรือแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาวและในภาพกว้างอยู่ด้วย ซึ่งตามข่าวสาร(ที่ก็ยังสับสนอยู่มากและนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ยืนยัน)ก็คือนโยบาย “นิวไทยแลนด์” อันนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบต่างๆ อาทิเช่น การใช้เงินจำนวนมหาศาลถึงเก้าแสนล้านบาท การมุ่งใช้เงินเพื่อการแจกจ่ายประชาชนหรือ “ประชานิยม” มากกว่าการสร้างความยั่งยืนในการแก้ปัญหา และใช้คำเรียกที่หมิ่นเหม่แปลความคล้ายว่า “รัฐไทยใหม่” ที่เคยเป็นประเด็นร้อนเกี่ยวกับการนำประเทศไทยไปสู่ระบอบอัปลักษณ์

ที่จริงการแก้ปัญหานี้ได้มีแนวทางที่ชัดเจนมากว่ายี่สิบปีแล้ว นั่นก็คือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2523 และได้ทรงตอกย้ำอีกครั้งเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2538 อย่างที่ปรากฏเป็นข่าวสู่สาธารณะอยู่ในระหว่างนี้ นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่หลายครั้ง ก็ยังได้รับพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยในการแก้ปัญหานี้มาด้วย ซึ่งนายกฯก็น้อมรับและให้สัมภาษณ์ว่าจะนำมาปฏิบัติ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เอาจริงเอาจังและอาจจะเข้าข่ายบิดเบือนพระราชเจตนา อันเป็นผลมาจากความฟุ้งซ่านในการดำเนินนโยบายนี้

แนวพระราชดำริที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมหลากพื้นที่ภาคกลางของประเทศ ที่ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2538 ตามที่หลายท่านได้รับชมและฟังผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่ออินเตอร์เน็ตแล้วนั้น มุ่งตรง กระชับ และชัดเจนยิ่งนัก ที่ว่า “มุ่งตรง” ก็คือมุ่งไปสู่การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ คือไม่ขวางทางน้ำ ทำทางที่ทรงเรียกว่า green belt ให้น้ำไหลได้สะดวก และในเวลาที่ไม่มีน้ำก็เป็นสวนหรือทางสาธารณะใช้ประโยชน์ร่วมกันของผู้คนทั้งหลาย ส่วนที่ว่า “กระชับ” ก็คือทำเฉพาะเรื่องนี้(green belt) ไม่ฟุ้งซ่านไปโยงใยเอาอะไรเข้ามาทำอีก(ที่อาจจะเป็นวิสัยของนักการเมืองที่พยายามจะหาผลประโยชน์จากความซับซ้อนทั้งหลายอย่างที่รัฐบาลจะทำ “นิวไทยแลนด์ถึงเก้าแสนล้านนั้น) ทั้งยังจะต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว(แม้ว่าโดยเร็วจะหมายถึงเวลา 10-20 ปีก็ต้องรีบลงมือทำ) และที่ว่า “ชัดเจน” ก็คือ ในพระราชดำรัสก็บอกอยู่แล้วว่าถ้าทำแล้วจะแก้ปัญหาน้ำหลากและท่วมขังนี้ได้ ซึ่งคนไทยทั้งหลายล้วนถือว่าพระราชดำรัสทั้งปวงนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเชื่ออย่างสิ้นสงสัยว่าจะต้องเป็นไปได้ตามที่ทรงกล่าว

รัฐบาลที่ผ่านมาหลายๆ รัฐบาลนั่นเองที่ไม่ได้ถือพระราชดำรัสที่ทรงพระราชทานให้เป็นสาระ หรือน้อมรับใส่เกล้าฯด้วยความจริงใจ ซึ่งถ้าคิดอย่างคนโบราณผู้นำและนักการเมืองเหล่านี้ก็เข้าข่ายเป็นเสนียดจัญไรหาความเจริญไม่ได้(อย่างที่อาจจะมีบางคนอยู่ในสภาพนั้น) แถมยังเป็นตัวนำเสนียดจัญไรมาสู่บ้านเมืองและประชาชน ที่ต้องมารับผลเสียหายอย่างน่าเวทนาในภาวะน้ำท่วมขังที่เป็นอยู่ แทนที่ปัญหานี้จะหมดสิ้นไปเมื่อหลายปีแล้ว เพียงแต่ผู้บริหารประเทศจะได้ “รัก เคารพ และเทิดทูน” พระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง เอาใจใส่และนำพระราชดำริทั้งหลายที่ทรงตริตรองขึ้นอย่างบริสุทธิ์พระทัยเพื่อประโยชน์ของคนไทย มาปฏิบัติในทันที

จากโคตรวิกฤตถึงโคตรถุงยักษ์

ขณะนี้ทราบว่ามีหลายฝ่ายได้ยื่นความช่วยเหลือเข้ามาทางรัฐบาลทั้งทางตรงและทางอ้อมในเรื่องการหาแนวทางที่จะ “สู้และแก้” วิกฤติในครั้งนี้ อย่างเช่น ความคิดของปราชญ์แห่งแผ่นดินหลายคนที่เสนออยู่ในสื่อต่างๆ อาทิ ท่านอาจารย์ระพี สาคริก คุณหมอประเวศ วะสี ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล (และอีกหลายท่านที่ข้าพเจ้าไม่สามารถติดตามอ่านได้หมด)ผู้มีความห่วงใยและปรารถนาดีต่อบ้านเมือง หรือวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งนักวิชาการต่างๆ ที่เป็นผู้รู้จริง รวมทั้งบุคคลและกลุ่มคนหรือประชาสังคมจากหลายๆ ภาคส่วน อาทิ มูลนิธิ เอ็นจีโอ และเครือข่ายต่างๆ ที่ออกรณรงค์ให้ความช่วยเหลือประชาชนในหลายๆ รูปแบบเท่าที่จะทำได้ ตลอดจนพรรคการเมืองฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เสนอแนวทาง 8 เรื่องให้รัฐบาลไปพิจารณา ทั้งหมดนี้ขอเพียงแค่รัฐบาลน้อมรับและให้ความสนใจบ้าง ประเทศไทยก็จะมีอนาคตที่ดีกว่านี้

รัฐบาลควรจะใช้วิกฤติครั้งนี้สร้างโอกาสที่สร้างฟื้นฟูสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยด้วยกัน จากที่ได้แตกแยกกันมาในระหว่างเวลา 4-5 ปีนี้ อย่างเช่น การซ่อมสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ (ถนน ตรอกซอย คูคลอง หนองบึง ลำราง ไฟฟ้า ประปา โรงเรียน โรงพยาบาล วัด มัสยิด โบสถ์ และสถานที่สาธารณะต่างๆ) อาจจะใช้การระดมคนมาออกแรงช่วยกัน(และได้ค่าจ้างด้วย)อย่างที่เรียกว่า “ลงแขก” การใช้งานประเพณีและส่งเสริมกิจกรรมมวลชนในท้องถิ่นให้คนได้มามีความสุขหรือลืมทุกข์ ตลอดจนการให้ความสำคัญแก่เยาวชนให้มาร่วมกันพัฒนาหรือช่วยเหลือสังคม แม้จะเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็เป็นการสร้างนิสัยของความเอื้ออาทรหรือจิตสาธารณะนี้ได้เป็นอย่างดี เช่น ให้ร่วมในกิจกรรมของผู้ใหญ่ในการฟื้นฟูบ้านเมืองนี้ด้วย เพื่อช่วยลดสังคมของการแข่งขันที่จะเอาดีเอาเด่นในการเรียน หันมาให้ความสำคัญแก่การช่วยเหลือสังคมและความอยู่ดีกินดีร่วมกัน

ที่ข้าพเจ้าเขียนมาทั้งหมดนี้แม้หลายๆ ส่วนจะเป็นการแสดงความรู้สึก(หรือระบายอารมณ์)ที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ก็เป็นไปในทำนองความรู้สึกของคนอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ต้องระทมทุกข์จากความไม่เอาไหนของผู้บริหารประเทศ(และท้องถิ่นด้วย) แน่นอนว่าการเขียนด้วยความทุกข์ก็ย่อมจะเต็มไปด้วยสำนวนที่เจ็บปวดดุเดือด แต่ก็อยากให้ผู้เกี่ยวข้องใคร่ทราบว่ามันคือความรู้สึกของคนไทยจำนวนมาก ที่ท่านควรจะต้องรับฟัง แม้ว่าท่านจะไม่เห็นเรามีคุณค่าอะไรมากนัก แต่ถ้าท่านจะเกาะกินพวกเราเพื่อความอยู่ดี มีความมั่งคั่ง และเจริญด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ และอำนาจวาสนาทั้งหลายต่อไปนั้น ท่านก็ควรจะต้อง “เลี้ยงดู” หรือแก้ปัญหาให้เราบ้าง

ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่อ่อนแอของประเทศไทย ท่านอาจจะคิดว่าคนไทยลืมง่าย ทุกข์สาหัสครั้งนี้ปล่อยเวลาไปสักเดือนสองเดือนหรือให้ของแจกของทานสักเล็กน้อยก็จะหายโกรธ ท่านอาจจะคิดว่าคนไทยซื้อได้ เลือกตั้งครั้งใหม่ก็ทุ่มเทงบประมาณไปช่วยเหลือและแจกจ่ายประชานิยมแข่งขัน เพียงแค่นี้คนไทยก็คงพอใจ แล้วท่านก็ไม่ต้องทำอะไร ไม่แก้ปัญหาอะไร ปล่อยไปอย่างนี้อีกปีแล้วปีเล่า

พวกเรา ลูกหลานเรา คนไทยที่ยังเหลือรอดอยู่ จะเรียกท่านทั้งหลายว่า “ตัว” อะไรดีหนอ ?

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง