
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
มวลน้ำหมื่นล้านลูกบาศก์เมตรเริ่มเข้าโจมตีกรุงเทพมหานคร (กทม.) จนใกล้จะจมบาดาลเกือบทุกเขตแล้ว ประชากรใน
มวลน้ำหมื่นล้านลูกบาศก์เมตรเริ่มเข้าโจมตีกรุงเทพมหานคร (กทม.) จนใกล้จะจมบาดาลเกือบทุกเขตแล้ว ประชากรใน
กทม.และปริมณฑลมีประมาณ 10 ล้านคน ต่างกลายเป็นผู้ประสบภัยเกือบทั้งหมด และเกินครึ่งเลือกที่จะอยู่บ้านมากกว่าจะอพยพไปตามคำแนะนำของ กทม.และ ศปภ.
การเลือกอยู่มากกว่าไป ด้วยเหตุผลหลายคนติดบ้าน และจำนวนมากมีคำถามว่า จะให้ไปไหน ออกมาแล้วไม่รู้จะไปไหนดี อีกทั้งส่วนหนึ่งก็เป็นผู้ประสบภัยซ้ำซ้อน คือ ย้ายออกมาจากพื้นที่น้ำท่วมก็โดนน้ำไล่หลังตามมาอีก
ต้องยอมรับว่า กทม.เป็นพื้นที่ที่มีผู้บริจาคเงินให้กับผู้ประสบภัยมากที่สุด เพราะเป็นเมืองหลวง มูลค่าทางเศรษฐกิจจึงสูงกว่าภาคอื่นและมีกำลังที่จะช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติมาก แต่ยามนี้ผู้บริจาครายใหญ่กำลังอ่อนแรงลง และคงไม่มีใครที่จะช่วยเหลือใครได้มากนัก
หากสังเกตจากการส่งเอสเอ็มเอสมาขอความช่วยเหลือผ่านสื่อ ตามสถานีโทรทัศน์ต่างๆ จะเห็นว่ามีแต่คนขอความช่วยเหลือว่าไม่มีถุงยังชีพ ไม่มีอาหาร น้ำดื่ม ขอความช่วยเหลือด่วน ไม่มีใครบอกว่าอยู่ได้สบายดี มีแต่คนร้องไห้คร่ำครวญแต่ก็ไม่ยอมอพยพออกมา
การดำรงชีพในภาวะที่มีภัยพิบัตินั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งครอบครัวที่มีคนชรา คนป่วย และเด็กยิ่งลำบาก ในเรื่องการอพยพและเคลื่อนย้าย การอพยพเมื่อน้ำยังไม่ท่วมขังมากนักเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าการรอให้น้ำท่วมสูงถึงเอวแล้วค่อยลุยน้ำออกมา
หากประชาชนเลือกที่จะอยู่มากกว่าที่จะไป ก็ต้องแน่ใจว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ใช่ไม่มีแผนรับมือเลย ไม่มีการสำรองน้ำและอาหาร รวมทั้งคิดถึงกรณีที่มีการตัดน้ำตัดไฟ นั่งรอคอยให้คนเข้ามาช่วยเหลือ ส่งข้าวส่งน้ำเพียงอย่างเดียว
การช่วยเหลือตัวเองเริ่มจากการตั้งสติ หาความรู้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อต่อสู้กับสถานการณ์น้ำท่วม ต้องยอมรับว่า ผู้ประสบภัยมีเป็นล้านคน แต่กำลังคนที่เข้าไปช่วยมีแค่หลักแสน ทำอย่างไรก็คงไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนได้หมดตามที่ตั้งใจ ฉะนั้นการที่ผู้ประสบภัยจะช่วยลดงานของเจ้าหน้าที่ก็ทำได้ ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำ คือต้องอพยพออกมา
รัฐบาลเองเมื่อเรียกร้องให้ประชาชนออกมา ก็จะต้องมีสถานที่พักพิงที่ปลอดภัย และมีเจ้าหน้าที่ตรวจตรารักษาความปลอดภัยให้กับทรัพย์สินของประชาชน โดยออกลาดตระเวนตามหมู่บ้านต่างๆ ให้ประชาชนมั่นใจว่ามีคนดูแลทรัพย์สิน ฝากบ้านกับตำรวจได้
จริงอยู่แม้หน้าที่การบรรเทาทุกข์ชาวบ้านเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ แต่กำลังของหน่วยงานรัฐก็อ่อนเปลี้ยลงทุกที ทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน และอาสาสมัครก็อ่อนล้าเพราะต้องสู้กับน้ำท่วมมานานกว่า 2 เดือนแล้ว
การเป็นผู้ประสบภัยไม่สนุก และไม่สบาย ฉะนั้นขณะนี้เราคงหวังพึ่งรัฐบาลไม่ได้แล้ว เพราะต้นเหตุแห่งอุทกภัยนั้นร้ายแรงเกินคาด ส่วนหนึ่งก็มาจากการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาล ดูการแก้ไขปัญหาที่แต่ละวันก็หมดความหวังไปเรื่อยๆ การพึ่งตัวเองน่าจะเป็นแนวทางเอาตัวรอดจากภิบัติภัยน้ำท่วมได้อย่างแท้จริง







