
สมการนายกฯไม่ท่วมคือท่วม วันนี้คลี่คลาย=พรุ่งนี้วิกฤต
ท่ามกลางภาวะที่พี่น้องประชาชนต่างดิ้นรนเอาตัวรอดจากอุทกภัยถล่มเมือง การให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อต่อสู้ชีวิตด้วยความหวัง
ท่ามกลางภาวะที่พี่น้องประชาชนต่างดิ้นรนเอาตัวรอดจากอุทกภัยถล่มเมือง การให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อต่อสู้ชีวิตด้วยความหวัง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ท่ามกลางภาวะที่พี่น้องประชาชนต่างดิ้นรนเอาตัวรอดจากอุทกภัยถล่มเมือง การให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อต่อสู้ชีวิตด้วยความหวัง วิกฤตนี้จะได้รับการคลี่คลายกลับมาใช้ชีวิตปกติสุขโดยเร็ว ล้วนเป็นเรื่องที่ทุกคนอยากได้รับฟังให้เกิดความมั่นใจด้วยกันทั้งนั้น
โดยเฉพาะคำยืนยันจากฝ่ายบริหาร ผู้กำหนดนโยบายวางแผนแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่ทุกข์ร้อนขณะนี้
แต่ทว่า นับตั้งแต่มีสัญญาณน้ำท่วมพื้นที่ต่างจังหวัดไหลบ่าสู่ศูนย์กลางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กรุงเทพมหานคร บรรดามาตรการจากรัฐบาลรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ก็ดูจะไม่ได้สร้างความเชื่อใจให้กับประชาชนแม้แต่น้อย
ไม่แปลกเมื่อมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ก็มีการตั้งชื่อใหม่เพื่อล้อเลียน ไม่ว่าจะเป็น “ศูนย์ไร้ประสิทธิภาพป้องกันอุทกภัย” หรือ “ศูนย์เปลี่ยนแปลงข้อมูลจนไม่รู้สึกปลอดภัย” บ้าง “ศูนย์ปกปิดภัยพิบัติแห่งชาติ” บ้าง หรือดุเดือดสุดๆ ยกให้เป็น “ศูนย์พวกปัญญาด้อยชอบสร้างภาพ” บ้าง
เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกประชาชนที่ติดตามการทำงานของรัฐบาลถ่ายทอดออกมาแก้เครียดในยามวิกฤต
ตอกย้ำผลสำรวจเอแบคโพลล์ล่าสุด เผยประชาชน 86.2% ระบุข้อมูล ศปภ.เกี่ยวกับพื้นที่ถูกน้ำท่วมไม่ชัดเจน ขณะที่ 87.2% ไม่เชื่อถือข้อมูลของ ศปภ.
ไม่เพียงแต่ความไม่มั่นใจต่อประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรดังกล่าว แต่ความไม่เชื่อใจของประชาชนถูกบ่มเพาะผ่านการติดตามศักยภาพการทำงานของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาก่อนหน้านี้เช่นกัน
ไล่เลียงเหตุการณ์กองทัพน้ำถล่มเมือง มีครั้งใดบ้างที่ผู้นำนารีได้สื่อสารออกมาแล้วทำให้ประชาชนได้นอนหลับตื่นมาด้วยความมั่นใจ
สถานการณ์น้ำเริ่มก่อตัวทั่วประเทศตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. น้ำถูกระบายผ่านเขื่อนเริ่มกระทบจังหวัดภาคเหนือเข้าสู่ระดับวิกฤตเดือน ก.ย. เมื่อ จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์กลางนิคมอุตสาหกรรมท่วมหนัก มีผู้เสียชีวิตในหลายจังหวัดเกือบ 300 คน และนาข้าวเสียหายกว่า 10% และกระทรวงการคลังคาดว่าความเสียหายจากภัยพิบัติอาจสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท
แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพิ่งยอมรับเมื่อต้นเดือน ต.ค.ว่า อุทกภัยครั้งนี้เป็นภัยพิบัติแห่งชาติ และตั้งศูนย์ปฏิบัติการรับมือวิกฤตที่ดอนเมือง
วันที่ 16 ต.ค. กองทัพน้ำเริ่มกรีธาเข้าใกล้ถึงนิคมอุตสาหกรรมนวนคร แต่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ “เอาอยู่แน่นอน”
แต่ผ่านพ้นชั่วข้ามคืน เช้าวันรุ่งขึ้นวันที่ 17 ต.ค. ยิ่งลักษณ์ออกมากล่าวแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถปกป้องขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจได้
วันเดียวกัน วันที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ บอกกับสื่อต้องป้องกันนิคมอุตสาหกรรมนวนครให้ได้ ก็มีสื่อมวลชนถามว่าปัจจัยที่เพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นปริมาณฝนและน้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้น ยังให้ความมั่นใจหรือไม่ว่าน้ำจะไม่ท่วม กทม. เหมือนที่ยืนยันเมื่อวันที่ผ่านมา ปรากฏว่านายกฯ กล่าวว่า “ใช่”
“วันนี้ก็ยังให้ความมั่นใจ เพราะว่าเราได้มีการกันน้ำหลายส่วนอยู่แล้ว ก็อย่างวันนี้เองทางกรมชลประทานและผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงในรายการรวมการเฉพาะกิจ ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ ก็ขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจ”
ความมั่นใจของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เกิดจากข้อมูลหลายด้านส่งผ่านระบบความคิดให้สรุปออกมาว่า วันที่ 16 ต.ค. มวลน้ำก้อนใหญ่ได้ไหลผ่านกรุงเทพฯ ออกสู่ทะเลเรียบร้อยแล้ว
แล้วแท้ที่จริงมวลน้ำก้อนใหญ่ที่สร้างความโกลาหลให้พี่น้องกรุงเทพฯ ขณะนี้ เป็นมวลน้ำก้อนไหนอีก
คำกล่าวของนายกฯ ที่บอกว่า ไหลผ่านไปแล้วอาจมีความหมาย “ยังไม่ไหลผ่าน” และคำพูดว่า “มวลน้ำก้อนใหญ่ผ่านไปแล้ว” อาจมีความหมายมีมวลน้ำก้อนที่ใหญ่กว่า
คำว่า “มั่นใจ” ถูกถ่ายทอดออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ แน่นอน แต่ ณ วันนี้ เวลานี้ มวลน้ำกลืนกินทั้งทิศเหนือ ตะวันออก ตะวันตกของกรุงเทพฯ เหลือลุ้นแค่พื้นที่ไข่แดงใจกลางกรุงเทพฯ เท่านั้นเอง
คำกล่าวถึงมวลน้ำก้อนใหญ่จึงเกิดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค. อีกครั้งว่า “วันนี้มวลน้ำก้อนใหญ่ที่จะเข้าสู่ กทม.หมดแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีน้ำไหลเข้า กทม.อีก”
ในหมู่นักตีความคำพูดนายกฯ ด้วยความอดทน อาจเข้าใจได้ว่า คำกล่าวอ้างเมื่อวันที่ 16 ต.ค. มวลน้ำก้อนใหญ่ผ่านไปแล้ว มันคงเป็นมวลน้ำก้อนใหญ่ แต่ยังไม่ใหญ่พอเท่ากับข้อมูลที่ถูกถ่ายทอดออกมาในวันที่ 31 ต.ค. หรือถ้าหากหลังวันที่ 1 พ.ย. มีปริมาณน้ำแพร่กระจายกระทบหลายพื้นที่กว่านี้ อาจจะเรียกว่า “มวลน้ำก้อนใหญ่ของใหญ่และของใหญ่กว่าอีกเป็นแน่แท้”
หรือแม้แต่ความพยายามออก มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หยุดราชการยาวตั้งแต่วันที่ 2731 ต.ค. เพื่อหวังบริหารน้ำให้หายวับไปจาก กทม. ด้วยการออกมาการันตีในวันที่ 30 ต.ค. สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ไม่ได้บ่งบอกว่าจะไว้วางใจได้ เมื่อออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ขอประเมินสถานการณ์หลังวันที่ 1 พ.ย. ก่อนจะบอกว่าแนวโน้มจะดีขึ้นหรือไม่”
ไม่ต่างกับวันที่ 18 ต.ค. หลังจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตรวจสถานการณ์น้ำท่วม กทม.และ จ.นนทบุรี โดยระบุว่า “ยังรับมือได้ เพราะ กทม.มีทั้งเขื่อน หลายชั้นประตูระบายน้ำหลายบาน ขอให้สบายใจได้”
แต่สำหรับวันที่ 25 ต.ค. ถ้อยแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ดูจะไม่น่าสบายใจได้เลย ด้วยคำกล่าวที่ว่า “ขณะนี้มวลน้ำก้อนใหญ่ที่ไหลมาจากภาคกลางจะผ่านกรุงเทพฯ พลังของน้ำครั้งนี้มากเกินกว่าที่พนังกั้นน้ำประตูน้ำ หรือมาตรการต่างๆ ที่จะป้องกันไว้ได้”
เช่นเดียวกับความพยายามปกป้อง ศปภ. ที่ดอนเมือง ทั้งที่น้ำมาจ่ออยู่รอบนอกตัวอาคาร กระทั่งวันที่ 24 ต.ค. นายกฯ ยิ่งลักษณ์ยืนกราน “ไม่จำเป็นต้องย้าย ศปภ. จากท่าอากาศยานดอนเมือง ทั้งที่ผู้ว่าฯ กทม. ประกาศให้เป็นเขตอพยพ จนในที่สุดวันที่ 29 ต.ค. หลังกองทัพน้ำเข้ายึดสนามบินได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพิ่งประกาศยอมย้าย ศปภ.มาที่กระทรวงพลังงาน
บทบาทการบริหารภาวะวิกฤตภายใต้การนำของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จึงเป็นไปตามสมการ “ใช่” คือ “ไม่ใช่” “คลี่คลาย” คือ “โกลาหล” โดยที่ประชาชนผู้เดือดร้อนก็คงมีสมการในใจกับรัฐบาลเช่นกันว่า “เชื่อ” คือ “ไม่เชื่อ” และคงต้องอดทนฝ่าฟันตามที่ธรรมชาติกำหนดต่อไป







