
ระบบเฝ้าระวังโรคล่ม-จ่อซ้ำผู้ประสบภัย
เสมือนหนึ่งภัยคุกคามที่ประดาเข้าใส่ประชาชนชาวไทยอย่างยากจะหลีกหนี อุบัติการณ์น้ำโถมทะลักพื้นที่ภาคกลางและ กทม.
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
เสมือนหนึ่งภัยคุกคามที่ประดาเข้าใส่ประชาชนชาวไทยอย่างยากจะหลีกหนี อุบัติการณ์น้ำโถมทะลักพื้นที่ภาคกลางและ กทม. ยังผลให้หลายร้อยชีวิตถูกสังเวย หลายล้านชีวิตต้องลำเข็ญหวาดวิตกกับโรคร้ายที่จ่อซ้ำเติม
นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยอมรับว่า สถานการณ์อุทกภัยที่รุนแรงได้ทำลายระบบการเฝ้าระวังโรคระบาดให้หยุดชะงักลง เบื้องต้นจึงตรวจสอบได้เพียงในศูนย์อพยพหรือจุดพักพิงชั่วคราวเท่านั้น โดยกรมควบคุมโรคได้ส่งหน่วยสอบสวนโรคเร็วจำนวน 58 ทีม ประกอบด้วยบุคลากรกว่า 400 คน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคเขตทั่วประเทศ ประจำตามจุดอพยพ อาทิ จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และ กทม.แล้ว
นพ.พรเทพ บอกว่า ผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในบ้านไม่ต้องกังวลเรื่องโรคระบาด เนื่องจากพฤติกรรมของโรคจะติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์ ดังนั้นหากไม่ได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก็จะลดปัจจัยเสี่ยง นอกจากนี้ยังพบว่าสถานการณ์น้ำท่วมทำให้จำกัดการแพร่ระบาดของโรคด้วย อาทิ น้ำแรงจนเชื้อฉี่หนูเจือจาง หรือน้ำเน่าทำให้ยุงไม่สามารถวางไข่ได้ ส่วนกรณีการติดอยู่ในบ้านนาน 1-2 เดือน จนน้ำเน่าจะไม่เกิดโรคอุบัติใหม่ แต่จะกระทบด้านจิตใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำเน่าจะปนเปื้อนเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรีย จึงเตือนประชาชนไม่ให้ลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาด เพราะหากเกิดการสำลักน้ำเข้าไปในร่างกาย อาจส่งผลให้ติดเชื้อในสมองจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
สำหรับโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ โรคไข้หวัด ระบบทางเดินอาหาร ฉี่หนู ตาแดง และน้ำกัดเท้า โดยบางโรคไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษา และบางโรคสำรองยาไว้อย่างเพียงพอแล้ว เว้นเพียงแต่โรคน้ำกัดเท้าที่ไม่สามารถผลิตยาได้ทันต่อความต้องการ อย่างไรก็ตามแนะนำให้ประชาชนสวมถุงพลาสติกที่เท้าก่อนเดินลุยน้ำ และเช็ดเท้าให้แห้งสนิททุกครั้ง
อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลอีกว่า ในพื้นที่ภูมิภาคประชาชนจะเสียชีวิตจากเหตุจมน้ำเป็นอันดับหนึ่ง แต่ใน กทม.น่ากังวลเรื่องการโดนไฟฟ้าชอร์ต เพราะเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต จึงอยากเตือนให้ประชาชนที่บ้านยังไม่ถูกน้ำท่วมให้สับสะพานไฟลงทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เนื่องจากส่วนใหญ่ของการเสียชีวิตคือถูกไฟฟ้าชอร์ต เพราะลุยน้ำกลับเข้าไปเก็บของในบ้าน
“ที่ต้องเฝ้าระวังในตอนนี้ คือ แรงงานต่างด้าวที่ไปพักพิงร่วมกับผู้อพยพ ซึ่งอาจจะนำโรคเท้าช้างมาระบาด แต่ก็ได้สั่งให้ระวังอย่างใกล้ชิดแล้ว” นพ.พรเทพ กล่าว
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค แบ่งโรคที่เกิดในช่วงน้ำท่วมแบ่งออก 3 ช่วง คือ 1.ช่วงที่น้ำไหลบ่าใหม่ๆ ซึ่งจะรุนแรงและรวดเร็ว เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจำนวนมาก โดยเฉพาะในขณะสัญจรและการเคลื่อนย้ายสิ่งของ ส่วนใหญ่จะถูกไฟฟ้าชอร์ตหรือเสี่ยงต่อสัตว์มีพิษกัด
2.ช่วงน้ำท่วมขังระยะแรก คือ หลังจากน้ำบ่าประมาณ 1-2 สัปดาห์ เป็นระยะฟักตัวของโรคฉี่หนูตาแดง ไข้หวัด อุจจาระร่วง น้ำกัดเท้า บาดแผลติดเชื้อ 3.ช่วงน้ำท่วมขังระยะที่สอง จะเกิดโรคที่มีสัตว์เป็นพาหะ อาทิ โรคไข้เลือดออกและโรคที่เกิดจากการระบาดในศูนย์อพยพ เช่น โรคหัดเยอรมัน
นพ.โอภาส อธิบายถึงมาตรการเฝ้าระวังโรคในแต่ละพื้นที่ว่า จะมีทีมสำรวจผู้ป่วยเพื่อนำข้อมูลมาประเมินเป็นรายวัน หากพบสัญญาณผิดปกติ ก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสอบสวนและคุมโรคเข้าไป โดยใช้หลักประเมินเทียบเคียงจากสถิติย้อนหลัง 5 ปี หากพบว่ามีจำนวนสูงขึ้นจากเกณฑ์เฉลี่ยจะถือว่าเกิดการระบาด
สำหรับโรคระบาดที่มีโอกาสเกิดขึ้น ได้แก่ 1.โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อราและแผลพุพองเป็นหนอง เกิดจากการย่ำน้ำหรือแช่น้ำที่มีเชื้อโรคหรืออับชื้นเป็นเวลานาน ป้องกันด้วยการเช็ดเท้าให้แห้ง 2.โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัสแพร่กระจายในลมหายใจป้องกันได้ด้วยใช้ผ้าปิดปากเวลาไอจาม 3.โรคปอดบวม หรือสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด ทำให้มีไข้สูง ไอหอบ กระสับกระส่ายหรือซึม
4.โรคตาแดงซึ่งติดต่อได้ง่ายในเด็กเล็ก แต่ไม่เป็นอันตราย ควรล้างมือบ่อยๆ และไม่ควรขยี้ตา 5.โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร อุจจาระร่วงซึ่งอาจมีมูกเลือดและมีการอาเจียนร่วมด้วย รวมถึงอหิวาตกโรค สังเกตจากการถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าวทีละมากๆ 6.โรคฉี่หนูติดต่อจากสัตว์สู่คน เข้าทางบาดแผล รอยขีดข่วน หลังได้รับเชื้อประมาณ 4-10 วัน จะมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลังและศีรษะมาก ควรรีบพบแพทย์
7.โรคไข้เลือดออกมีอาการไข้สูงตลอดทั้งวัน หน้าแดง เกิดจุดแดงๆ เล็กๆ ตามลำตัว 8.โรคหัดติดต่อผ่านทางการไอจาม เชื้อกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย อาการหลังจากได้รับเชื้อ 8-12 วัน มีไข้ ตาแดง พบจุดขาวๆ เล็กๆ ในกระพุ้งแก้ม 9.โรคไข้มาลาเรียติดต่อโดยยุงก้นปล่อง มักพบในพื้นที่ป่าเขามีแหล่งน้ำจืดธรรมชาติ อาการหลังรับเชื้อ 7-10 วัน จะปวดศีรษะคล้ายไข้หวัด จากนั้นจะหนาวสั่นและไข้สูงตลอดเวลา อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต







