
สำรองรพ.ใกล้อู่ตะเภา...รับมือกทม.-ปริมณฑลจมบาดาล
ในที่สุดศูนย์กลางของการบริหารงานในภาวะวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้อย่างศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
ในที่สุดศูนย์กลางของการบริหารงานในภาวะวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้อย่างศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) อย่าง “สนามบินดอนเมือง” ก็ต้องกำลังพ่ายทัพน้ำก้อนมหาศาลของสายน้ำที่ค่อยๆ กัดกร่อนเข้ามาเรื่อยๆ จนขณะนี้ท่วมเต็มบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต และนั่นย่อมส่งผลกระทบกับศูนย์การแพทย์เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) หรือศูนย์ดอนเมือง 84 ที่ตั้งอยู่หลังอาคารเจ๊เล้ง ไม่ไกลจาก ศปภ.นัก เนื่องจากมีน้ำท่วมสูง ไม่สามารถเข้าออกได้สะดวกอีกต่อไป จนต้องเริ่มย้ายเครื่องมือและบุคลากรบางส่วนออกมาอย่างเร่งด่วน
แต่ความจริงแล้ว ยังมีการประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านั้น โดยยึดเอาเหตุการณ์ที่ว่า หากกรุงเทพฯ และปริมณฑลจมอยู่ใต้น้ำทั้งเมือง จะต้องใช้ระบบในการสั่งการอย่างไร และจะใช้สถานที่ไหนเป็นศูนย์สั่งการเพื่อทดแทน
“เราลองวาดภาพสมมติดูว่า หากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด คือ กรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วมทั้งเมือง หรือกรุงเทพฯ ชั้นในถูกล้อมรอบด้วยปริมาณน้ำมหาศาล จะมีวิธีใดในการจัดการกับผู้ป่วยหนักที่มีอยู่จำนวนมากบ้าง เพราะเมื่อถึงเวลานั้น เส้นทางในการลำเลียงผู้ป่วยอาจเหลือเพียงไม่กี่ตัวเลือกที่อาจยังใช้การได้อยู่” นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการ สพฉ. ฉายภาพให้เห็น
นพ.ประจักษวิช บอกว่า จากประสบการณ์ที่เจอมาจากศูนย์สั่งการที่สนามบินดอนเมืองที่ถูกน้ำท่วมเข้ามาในรันเวย์ จนไม่สามารถลำเลียงคนไข้ไปส่งยังโรงพยาบาลอื่นได้ และจากสภาพที่กรุงเทพฯ และรัฐบาลเร่งอพยพคนไข้โดยประกาศให้เป็นวันหยุดต่อเนื่องนานถึง 5 วัน ทาง นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการ สพฉ. ก็ได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ให้เตรียมความพร้อมบุคลากร รถพยาบาล รถมูลนิธิ เฮลิคอปเตอร์ทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ รวมไปถึงเครื่องบินซี 130 สำหรับลำเลียงคนไข้หากเกิดสถานการณ์ที่คับขันจริง
“ก็ต้องวาดแผนที่ว่า สุดท้ายกลางใจเมืองจะเหลือที่ให้จอดเฮลิคอปเตอร์ในจุดไหนบ้าง หรือเราสามารถนำรถพยาบาลวิ่งขึ้นทางด่วนบูรพาวิถี หรือจะขึ้นทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนีได้หรือไม่ และจุดไหนจะเป็นจุดที่ปลอดภัยพอสำหรับคนไข้ของเราจริงๆ” นพ.ประจักษวิช ระบุ
สุดท้าย สพฉ.ได้ข้อสรุปว่า ตัดสินใจเปิดศูนย์ใหม่เพิ่มเติมจากศูนย์สั่งการที่กระทรวงสาธารณสุขที่อาจเกิดวิกฤตขึ้นได้ หากว่าแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระราม 5 หรือท่าน้ำนนท์สูงขึ้นมาจริง สพฉ.ก็จะถูกล้อมกรอบจนกลายเป็นเพียงเกาะเล็กๆ เท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเริ่มมองหาตัวเลือกไปยัง จ.ชลบุรี เพราะสามารถเดินทางได้สะดวก รวมถึงได้หารือกับผู้บังคับบัญชาของกรมการแพทย์ทหารเรือ จนได้ข้อสรุปว่า “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ด้วยทำเลห่างสนามบินอู่ตะเภาเพียง 3 กิโลเมตร สามารถส่งต่อผู้ป่วยมายังโรงพยาบาลได้สะดวก และหากเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นจริงๆ กรณีสนามบินสุวรรณภูมิใช้การไม่ได้ ก็ยังเชื่อว่า “อู่ตะเภา” จะกลายเป็นช่องทางหลักสำหรับรองรับผู้ป่วยจากการอพยพครั้งใหญ่อีกด้วย
“โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์มีสถานที่กว้างขวางสำหรับจอดเฮลิคอปเตอร์ได้ราว 8-9 ลำ และศักยภาพของโรงพยาบาลเอง ที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบพอสำหรับการรองรับผู้ป่วยจำนวนมากอีกนับ 100 คน และหากมองเลยไปถึงฐานทัพเรือสัตหีบ ก็ค่อนข้างมีความพร้อมในการวางเตียงสนามเพิ่มเติม จนเราคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตัวเลือกหนึ่ง สำหรับการจัดการในองค์รวม” รองเลขาธิการ สพฉ. กล่าว
วันนี้ศูนย์สั่งการของ สพฉ.ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์สามารถรองรับคนไข้จากกรุงเทพฯ ได้ทันที รวมถึงเป็นศูนย์กลางสำหรับการส่งต่อ ดูแลคนไข้ไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ในภาคตะวันออกทั้ง จ.ระยอง จันทบุรี รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่น้ำไม่ท่วม อาทิ สระบุรี นครราชสีมา ฯลฯ ซึ่งระหว่างนี้ได้เริ่มทยอยรับคนไข้หนักเข้ามาบ้างแล้ว ซึ่งก็พร้อมเต็มที่สำหรับการจัดการในภาวะวิกฤต
ท้ายที่สุด นพ.ประจักษวิช ก็ยังหวังว่า การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้จะเป็นแค่ “การเตรียม” มากกว่าการจะต้องใช้จริงๆ เพราะนั่นหมายความว่า ศูนย์สั่งการที่นนทบุรี (ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข) จะต้องถูกล้อมกรอบ จนกรุงเทพฯ วิกฤตหนักที่สุดจนไม่สามารถให้บริการคนไข้ได้ทั้งเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงความสูญเสียมหาศาลที่คนไทยจะต้องเจอ
แต่ปัญหาเฉพาะหน้านั้นสามารถเกิดได้ทุกวัน และนั่นคือหน้าที่ของ สพฉ.ที่จะต้องเผชิญต่อไป
อย่างไรก็ดี สำหรับภารกิจหลักของศูนย์ดอนเมือง 84 คือ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยต่อด้วยอากาศยาน รถยนต์ รถไฟ เรือ แต่จะเน้นหนักการขนส่งทางอากาศ โดยได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กองทัพอากาศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองบินตำรวจ กองบินทหารบก โรงพยาบาลจุฬาฯ ทำให้มีเฮลิคอปเตอร์สำหรับบริการประชาชนร่วม 10 ลำ
ขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือ เริ่มจากผู้ประสบภัยหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโทรศัพท์แจ้งมาทางสายด่วน สพฉ. 1669 จากนั้นเจ้าหน้าที่พยาบาลประจำศูนย์สั่งการร่วม 450 คู่สายจะรับแจ้ง และรายงานต่อผู้บัญชาเหตุการณ์ประจำวัน หรือหัวหน้าทีมปฏิบัติการประสานการช่วยเหลือ
ผู้บัญชาการหรือหัวหน้าทีมจะประเมินสถานการณ์ก่อนพิจารณาจัดส่งทรัพยากรไปช่วยเหลือตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ดอนเมือง 84 ประเมินว่าหลายจังหวัดในภาคกลาง อาทิ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และสิงห์บุรี มีโอกาสจมบาดาล จึงคลอดแผนลำเลียงผู้ป่วยไปยัง 8 พื้นที่ปลอดภัย ดังนี้ 1.นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยภูมิ รองรับได้ 400 เตียง 2.ราชบุรี 180 เตียง 3.สุพรรณบุรี 150 เตียง 4.ขอนแก่น 100 เตียง 5.กาญจนบุรี 50 เตียง 6.ระยอง 100 เตียง 7.ปราจีนบุรี สระแก้ว 30 เตียง 8.เพชรบุรี 30 เตียง รวมทั้งสิ้น 1,040 เตียง







