
ชะตาไทยหลัง26ก.พ.?2
กูรูการเมืองชี้ไม่รุนแรง ขณะที่ธปท.หวั่นเกิดกลียุค
โพสต์ทูเดย์
— ทำนายอนาคตเมืองไทยหลังคำพิพากษา จี้รัฐบาลเตรียมแผนรับมือนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตหัวหน้าพรรคมหาชน เปิดเผยว่า สถานการณ์ประเทศไทยหลังวันที่ 26 ก.พ. จะไม่มีเหตุร้ายหรือเหตุนองเลือด หรือการจับกุมปราบปรามเกิดขึ้น เพราะดูจาก 2 ปีที่ผ่านมา ผู้แสดงทางการเมืองทุกฝ่ายในประเทศได้เรียนรู้ว่า ความรุนแรงหรือการยึดอำนาจ หรือการปราบปรามไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ มีแต่จะทำให้ภาพลักษณ์ของฝ่ายที่ก่อเหตุเสียหาย และในที่สุดประชาชนก็จะไม่ให้การสนับสนุน
สำหรับสถานการณ์การเผชิญหน้าไม่สามารถคาดการณ์ได้ง่าย แต่เชื่อว่าฝ่ายสีแดงพร้อมทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนถึงการเลือกตั้ง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมที่จะทำงานต่อ เพราะมีงบประมาณที่จะนำมาใช้ค่อนข้างสะดวก ซึ่งจะทำให้ได้คะแนนเสียงมากขึ้น
“
ผมคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีเพียงการเลือกตั้งเท่านั้นที่จะยุติปัญหาของประเทศลงได้ระดับหนึ่ง” นายเอนก กล่าวนายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า รัฐบาลควรเตรียมแผนรับมือม็อบเสื้อแดงอย่างเต็มที่ รัฐบาลจะเตรียมการเฉพาะในส่วนหน่วยงานราชการ หน่วยงานความมั่นคงทหาร ตำรวจไม่ได้ ต้องมีการขอความร่วมมือจากเอกชนในภาคส่วนต่างๆ ด้วย โดยยึดเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว นักธุรกิจต่างชาติ หรือประชาชนให้ไทยให้รู้สึกว่าปลอดภัยมากที่สุด
“
ที่สำคัญ หากรัฐบาลดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรงได้ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ฝ่ายที่จ้องจะหาเงื่อนไขก่อการปฏิวัติรัฐประหาร หาเหตุหยิบยกมาเป็นข้ออ้างหาความชอบธรรมในการปฏิวัติได้ เพราะเท่าที่ดูสถานการณ์ในขณะนี้น่าจะมีกลุ่มคนที่จ้องจะทำการปฏิวัติอยู่จริง แต่ถ้ารัฐคุมอยู่ดูแลไม่ให้มีความรุนแรงได้ ไม่ว่าฝ่ายไหน ฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายเดียวกัน สีไหน ที่หาเหตุมาทำปฏิวัติก็ทำไม่ได้ ประเทศก็จะข้ามพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้ จะได้ช่วยส่งเสริมบรรยากาศของภาคการเมืองและเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ในที่สุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่ต้องตื่นตระหนก เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะบริหารสถานการณ์บนพื้นฐานของกฎหมาย และผู้ชุมนุมยืนยันจะชุมนุมโดยสงบ ส่วนใครที่มีความคิดที่จะใช้ความรุนแรงจะจัดการอย่างเด็ดขาด
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้เป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาหรือประเมินได้ลำบาก แต่ยอมรับว่าธปท.กังวลมากกับเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ธปท.ไม่อยากเห็น เหตุที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นการณ์วันที่ ในวันที่ 26 ก.พ. รุนแรงเกิดขึ้น เพราะยากจะคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้น เราก็คงได้แต่เอาใจช่วยให้ทุกคนยึดหลักประชาธิปไตย คิดถึงประเทศชาติส่วนรวม เพราะถ้าทุกคนยึดแนวทางประชาธิปไตยการประท้วงการชุมนุมจะเป็นเรื่องปกติ การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าไม่มันก็อาจจะเกิดปัญหาความแตกแยก เกิดความรุ่นแรงไม่ใช่ "คนบ้านเดียวกัน
”อย่างเพลงที่เราร้องกันแตหกแต่หากเกิดความรุนแรง จะกลายเป็นปัจจัยลบที่จะมาฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในด้านการลงทุนที่เป็นสิ่งที่ธปท.ห่วง เพราะยังไม่มีการฟื้นตัวเหมือนด้านอื่นๆที่ปรับขึ้นมาบ้างแล้ว นั้นก็น่าจะมาจากสาเหตุที่ทุกคนกังวล ไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ด้วย ถือเป็นปัจจัยในประเทศ แต่ถ้าเป็นปัจจัยในต่งประเทศส่วนหนึ่งนักลงทุนกคงต้องการรอดูแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกประกอบการตัดสินใจเราค่อนข้างมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ สดใสได้ ถ้าการเมืองไม่มาฉุด เศรษฐกิจน่าจะทยอยเติบโตขึ้นได้ตามสมควรของพื้นฐานบ้านเรา การลงทุนก็น่าจะเริ่มเพิ่มขึ้น เพราะสัญญาณความมั่นใจของนักลงทุนมาแล้ว ผู้ประกอบการเริ่มสต๊อกวัตถุดิบ สต๊อกสินค้า บางภาคเพิ่มกำลังการผลิต รับเศรษฐกิจฟื้นแล้วด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เราจะต้องลุ้นให้มาเสริมการเติบโตด้วย คือ ขอให้การเมืองในประเทศนิ่ง เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้
” ผู้ว่าการธปท.ย้ำนางธาริษา กล่าวว่า ในส่วนของการจัดการเกี่ยวกับเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท หากศาลฏีกาฯตัดสินให้มีการอายัดนำเงินเข้าแผ่นดินจริง ศาลจะสั่งการให้จัดการกับเงินก้อนนี้ตามรายละเอียดในแต่ละบัญชี ซึ่งศาลฯมีอย่างละเอียดอยู่แล้ว ธปท.รวมถีงธนาคารพาณิชย์ มีหน้าที่เพียงแค่ทำตามคำสั่งของศาลเท่านั้น
"ส่วนเงินที่ถูกอายัดตามหลักปฏิบัติส่วนใหญ่ ศาลจะสั่งการให้ธนาคารที่รับฝากเงินไว้อยู่ นำเงินไปวางที่ศาล จากนั้นจะมีการโอนเข้าแผ่นดินต่อไป ไม่มีการโอนตรงจากธนาคาร" นางธาริษาระบุ
ในส่วนบัญชีอื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการถูกอายัด หรือไม่ถูกยึดทรัพย์ ปกติธปท.ไม่ยุ่งอยู่แล้ว เจ้าของบัญชีมีอำนาจเต็มในการเบิกถอนตามปกติ
นางธาริษา ยังกล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจหลังจากนี้ว่า จากสัญญาณที่เริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มเห็นมาระยะหนึ่งแล้ว จากปัจจัยการบริโภคในประเทศที่เริ่มปรับเพิ่มขึ้น การส่งออกที่มีการปรับดีขึ้น รวมถึงเม็ดเงินงบประมาณของภาครัฐที่กำลังทยอยออกมา น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเรามีการเติบโตได้ดีขึ้น แต่การเติบโตของไทยคงไม่ขยายตัวในอัตราที่สูงมาก แต่จะเป็นในลักษณะการทยอยปรับดีขึ้นได้ตามปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้น ในปีนี้หากไม่มีสถานการณ์ทางการเมืองมาเป็นตัวฉุด อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้น่าจะโตตามที่ประมาณไว้ คือ ระดับ 3.35.3% ได้ ไม่อยาก ภายใต้เงินเฟ้อพื้นฐานที่ระดับ 1.32.3%
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า รัฐบาลควรเตรียมแผนรับมือม็อบเสื้อแดงอย่างเต็มที่ รัฐบาลจะเตรียมการเฉพาะในส่วนของหน่วยงานราชการ หน่วยงานความมั่นคงทหาร ตำรวจไม่ได้ ต้องมีการขอความร่วมมือจากเอกชนในภาคส่วนต่างๆ ด้วย โดยยึดเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว นักธุรกิจต่างชาติ หรือประชาชนให้ไทยให้รู้สึกว่าปลอดภัยมากที่สุด
“
ที่สำคัญหากรัฐบาลดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรงได้ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ฝ่ายที่จ้องจะหาเงื่อนไขก่อการปฏิวัติรัฐประหาร หาเหตุหยิบยกมาเป็นข้ออ้างหาความชอบธรรมในการปฏิวัติได้ เพราะเท่าที่ดูสถานการณ์ในขณะนี้น่าจะมีกลุ่มคนที่จ้องจะทำการปฏิวัติอยู่จริง แต่ถ้ารัฐคุมอยู่ดูแลไม่ให้มีความรุนแรงได้ ไม่ว่าฝ่ายไหน ฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายเดียวกัน สีไหน ที่หาเหตุมาทำปฏิวัติก็ทำไม่ได้ ประเทศก็จะข้ามพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้ จะได้ช่วยส่งเสริมบรรยากาศของภาคการเมืองและเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ในที่สุด“
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมคิดว่าทุกคนต้องมีสติ มีเหตุผล ใช้เหตุผลคุยกัน และยอมรับคำพิพากษาตัดสินของศาลซึ่งผมเชื่อว่าศาลท่านมีความยุติธรรม เหล่านี้มันน่าจะทำให้ประเทศไทยเราก้าวผ่านภาวะสุ่มเสี่ยงการเกิดปัญหาความรุนแรง การเกิดปฏิวัติ หรือภาวะวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ซึ่งถ้าเราผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้ ผมเชื่อว่าจะช่วยยกระดับประชาธิปไตยของประเทศไทยได้อีกขั้น และทำให้ประเทศมีภูมิต้านทานเหตุการณ์ต่างๆที่จะมีเข้ามาในอนาคตได้ดีมากขึ้น เข้มแข็งขึ้น”ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีความน่ากังวลว่าจะโตได้ต่ำกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหามากมาย ยกเว้นปัญหาการเมืองทีอยู่นอกเหนือการควบคุม นอกจากนี้วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่สหรัฐฯ หรือกลุ่มประเทศในยุโรปประสบภาวะวิกฤตค่อนข้างรุนแรง ขาดสภาพคล่อง มีปัญหาสถาบันการเงิน แต่ไทยไม่ได้มีปัญหารุนแรงอย่างนั้น สภาพคล่องยังสูง สถาบันการเงินไม่ได้มีปัญหา ฉะนั้นจึงน่าจะเติบโตได้ตามศักยภาพ 35% ถ้าไม่มีปัญหาการเมืองมาเป็นปัจจัยฉุดความมั่นใจของนักลงทุน และผู้บริโภค ความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งสำคัญของการลงทุน เพราะถ้ามีความั่นใจเศรษฐกิจไทยก็เดินหน้าได้ค่อนข้างแน่อนอน แต่จะไปหวังให้เติบโตได้ในระดับเลขสองหลักร้อนแรงหวือหวาเหมือนจีน หรือเวียดนามคงไม่ได้
“สิ่งที่เราเห็นเป็นสัญญาณแล้ว คือ การเริ่มเพิ่มสต็อคสินค้าของผู้ผลิต เพิ่มวัตถุดิบ ซึ่งสะท้อนความมั่นใจของผู้ประกอบการว่าเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นบ้างแล้ว และตัวนี้น่าจะทำให้ความต้องการสินเชื่อในปีนี้ขยายตัวได้มากขึ้นด้วย มีความเป็นไปได้ว่าปีนี้สินเชื่ออาจจะโตได้เป็นตัวเลขสองหลัก” นางธาริษากล่าว
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยอมรับว่า ยังยากอยู่เหมือนกันที่จะมองว่าหลังวันที่ 26 ก.พ.นี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่เข้าใจว่าความขัดแย้งในสังคม คงจะไม่หายไปในเร็ววัน คงจะยืดเยื้อ และคงบั่นทอนกิจกรรมในประเทศ ในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ ตราบจนมีคนที่จะสามารถมาสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่ายตามได้ ประเทศไทยถึงจะมีพลังอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับรัฐบาลจะอยู่สั้น อยู่ยาว แทบไม่เป็นประเด็น เพราะระบบการเมืองของไทยไม่เข้มแข็งเท่าใดนัก
ดังนั้น แง่โครงสร้างระยะยาวของระบบการเมืองก็จะดำเนินไปในลักษณะปัจจุบัน คือรัฐบาลอยู่ยาวๆไม่ได้
ทว่า หากรัฐบาลอยู่ไม่ได้ ย่อมเกิดผลกระทบระยะสั้น แน่นอนว่าการเบิกใช้งบประมาณคงหยุดลง กระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
วันที่ 26 ก.พ.จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับคำตัดสินที่ออกมา ว่าจะเป็นอย่างไร จะสร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่ายแค่ไหน ส่วนตัวไม่มีความเห็นทางใดทางหนึ่งว่าอยากเห็นคำตัดสินออกมาแบบไหน เพราะไม่ว่าจะออกมาทางใด ก็อาจมีผู้ไม่พอใจ







