
ผันน้ำล้มเหลว ย้อยกลับทะลักกรุง
แผนผันน้ำเพื่อระบายน้ำเลี่ยงพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแนวคันกั้นน้ำตั้งแต่คลองระพีพัฒน์ เหนือแนวกั้นของ กทม.
แผนผันน้ำเพื่อระบายน้ำเลี่ยงพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแนวคันกั้นน้ำตั้งแต่คลองระพีพัฒน์ เหนือแนวกั้นของ กทม.
เพื่อเบี่ยงการไหลของน้ำไปทางทิศตะวันออก เลี่ยงการเข้าปะทะแนวกั้นคลองหกวาสายล่าง ซึ่งเป็นคันกั้นน้ำชั่วคราวโดยใช้กระสอบทราย รวมทั้งการขุดคลองลัดแม่น้ำท่าจีน 6 สาย เพื่อร่นเวลาการไหลของน้ำออกทางฝั่งตะวันตกล้วนล้มเหลว
นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยอมรับว่า แม้จะขุดคลองทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่น้ำไม่ไหลลงตามแผน เพราะลักษณะพื้นที่แบนไล่น้ำไม่ไป
ภาวะท้าทายสำคัญในขณะนี้ จึงเป็นการหาทางระบายน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ กทม.
สุรจิต ชิรเวทย์ รองประธานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา สว.สมุทรสงคราม ระบุว่า สิ่งที่ได้รับทราบจากการลงไปสำรวจพื้นที่และรับทราบข้อมูล คือ ขณะนี้กรมชลประทานไม่สามารถดำเนินการผันน้ำออกจากพื้นที่ตามข้อมูลและความรู้ที่มีได้
“วิธีการจากที่เคยดำเนินการได้เมื่อปีที่แล้ว ก็คือผันน้ำเข้าทุ่งต่างๆ ปีนี้ทำไม่ได้ เพราะมีเจ้าของหมด ทุกคนก็ต้องป้องกันของตัวเอง ซึ่งก็ไปเพิ่มความรุนแรงของน้ำ เราเห็นกับตาแล้วว่าคลองข้างในทำงานไม่ได้ พื้นที่ 500 ตารางกิโลเมตรทางฝั่งธนบุรีมีคลองพระพิมล คลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ คลองสนามชัย มีคลองหลักที่ขวางตามแนวตะวันออกตะวันตกอยู่ 45 เส้น คลองที่เป็นแนวดิ่งก็มีทวีวัฒนากับอะไรอีก 23 คลอง พื้นที่ประมาณ 500 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าสมุทรสงครามทั้งจังหวัด แต่ใช้การระบายน้ำไม่ได้ สิ่งที่คาดเดาได้ก็คือ ปัญหาการผันน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมเฉพาะหน้าที่ยาวนาน”
สว.สมุทรสาคร กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงถึง คือ ต้องทำอย่างไรจึงจะลดความสูญเสีย ลดความรุนแรงของปริมาณน้ำที่เข้าท่วมลงมาในระดับที่ยอมรับได้ ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่นานนัก เพราะ วันที่ 2627 ต.ค.นี้ จะมีมวลน้ำก้อนใหม่ที่มีปริมาณมากกว่าก้อนเดิม และมีปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงกว่าระดับเดิม ทุกคนพลาดกับข้อมูลน้ำข้ามทุ่งที่คาดเดาปริมาณไม่ได้ แล้วข้อจำกัดก็คือปัญหาความสูงต่ำของพื้นที่ซึ่งกลายเป็นอุปสรรค
“เดิมถ้าน้ำเข้าทุ่งตั้งแต่ต้นทาง ก็ไล่มาตั้งแต่เขื่อนป่าสัก สระบุรี อยุธยา ไล่มา ความจริงก็เห็นสัญญาณตั้งแต่แรกว่า ฝนตกต่อเนื่องไม่หยุด ซึ่งหลักการของกรมชลประทาน ก็ต้องรู้ว่าต้องระบายน้ำเข้าทุ่ง อันนี้เราไม่มีหลักฐานว่า ฝ่ายการเมืองไปสั่งให้ดำเนินการ แต่ที่แน่ๆ คือรูปแบบการบริหารปีนี้ไม่เหมือนปีที่แล้ว ไม่ได้เอาเข้าทุ่งตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ทำน้ำให้แบนลง มายกน้ำให้สูงขึ้น เสียทีละด่านๆ แต่เดิมใช้วิธีทำน้ำให้แบนที่สุดให้เร็วที่สุด ก็คือเข้าทุ่ง 2 ปีกลำน้ำ พอเอาน้ำเข้าทุ่งไม่ได้ก็เสร็จ
ด้านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ระบุว่า สิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้และอาจจะขยายออกไปอีก คือ เขตปกครองที่ต่างคนต่างดูแลพื้นที่ ไม่วางแผนบูรณาการร่วมกัน ทำให้การระบายน้ำจากเหนือลงใต้จากตะวันตกไปตะวันออกมีอุปสรรค ด้วยเขตปกครองที่แต่ละคนต่างก็สร้างสิ่งกีดขวางกั้นทางน้ำเพื่อที่จะปกป้องพื้นที่ของตัวเอง
“นอกจากนี้ กรรมาธิการชุดยังได้รับทราบเรื่องตัวแปรในการผลักดันน้ำ กรณีที่ระดับน้ำสูงในระดับวิกฤต นั่นก็คือข้อจำกัดของเครื่องสูบน้ำ ที่อาจจะต้องเร่งเครื่องทำงานต่อเนื่อง หากมีโจทย์การทำงานเป็น เป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูง จุดที่สูบน้ำออกระบายออกสู่ทะเลจะมีระยะเวลาจำกัด ก่อนที่น้ำจะท่วมสูงจนไม่สามารถสูบออกไปได้ ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดก็คือ ปริมาณน้ำสะสมต่างพื้นที่ซึ่งเมื่อมารวมกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับแผนบริหารจัดการทุกวัน โดยมีปริมาณน้ำที่สมทบกันเรื่อยๆ เป็นตัวแปรและอุปสรรคในการจัดการที่สำคัญที่สุด โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถรับรองว่าการดำเนินการจะสามารถรับมือกับระดับน้ำที่มีปริมาณมากกว่าที่คาดคิดครั้งนี้ได้”
ขณะเดียวกันไม่เพียงแต่ภาวะน้ำทะเลหนุนจะส่งผลต่อการระบายน้ำเท่านั้น ธนากร คล่องประมง อุปนายกสมาคมประมง จ.สมุทรปราการ บอกว่า เป็นที่น่าสังเกตว่ามวลน้ำจากพระนครศรีอยุธยา บางบัวทอง บางใหญ่ และกรุงเทพฯ ขณะนี้มีน้ำท่วมขังที่มีระดับสูงมาก แต่ขณะเดียวกันบริเวณบางปู จ.สมุทรปราการ และแม่น้ำเจ้าพระยาตอนปลายน้ำกลับแห้ง รวมทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีระดับต่ำ ทำให้เห็นว่าในแม่น้ำเจ้าพระยามีตะกอนสูง ทำให้น้ำไม่ไหล ส่งผลให้น้ำเหนือนั้นท่วมขังในพื้นที่อื่นๆ เป็นเวลานาน
“แม่น้ำเจ้าพระยาตอนปลายที่สมุทรปราการถึงพระประแดง และคลองเตยนั้นอาจจะตื้นเขิน เพราะมีดินเลนทับถมอยู่จำนวนมาก โดยที่ไม่ได้มีการขุดดินเลนออกเหมือนสมัยก่อนที่ใช้เรือสันดอนแล่นผ่าน ทำให้มีร่องน้ำลึก ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐลงมาตรวจสอบและแก้ไขด้วยการนำเรือขุดร่องน้ำเลาะจากกรุงเทพฯ จนมาถึงสมุทรปราการ เชื่อว่าจะเป็นช่องทางการไหลของน้ำเป็นอย่างดี”
จากปัญหาการระบายน้ำของทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ข้อวิตกที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญอย่างมากในขณะนี้ ที่น้ำหลากจาก จ.นนทบุรี ไหลลงคลองทวีวัฒนาและคลองมหาสวัสดิ์ ประชิดชายแดน กทม.ด้านเขตทวีวัฒนา ตลิ่งชัน และบางพลัด ซึ่งแม้ กทม.จะเร่งสูบน้ำจากคลองสายหลักต่างๆ ในพื้นที่ออก และระบายลงสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่อตัดยอดน้ำไหลเข้าพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุด แต่น้ำหลากทุ่งปริมาณมหาศาล ทำให้คาดว่า ก่อนน้ำท่าจีนจะไหลลงสู่ทะเลที่มหาชัย อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร จะเป็นแอ่งรับน้ำ และแม่น้ำท่าจีนจะหมดสภาพการรับน้ำ
เมื่อนั้น น้ำจากท่าจีนที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากน้ำเหนือที่ไหลมาสมทบ ก็จะเอ่อท้นตลิ่ง สร้างผลกระทบให้พื้นที่ฝั่งธนบุรีต่อไป







