
สนามราชมังคลาฯอลหม่าน ตั้งศูนย์พักพิงฉุกละหุก
ท่ามกลางกระแสข่าวที่สับสนในการอพยพผู้ประสบภัยในศูนย์ธรรมศาสตร์ (มธ.) รังสิต
ท่ามกลางกระแสข่าวที่สับสนในการอพยพผู้ประสบภัยในศูนย์ธรรมศาสตร์ (มธ.) รังสิต
ซึ่งยังไม่ทราบชะตากรรมตัวเอง บางส่วนทราบเพียงว่ามีทางเลือกในการอพยพ 3 ทาง คือ 1.ไปศูนย์ฝึกนักกีฬาแห่งชาติ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี 2.ค่ายอดิศร จ.สระบุรี และ 3.สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก หรือจะสมัครใจกลับภูมิลำเนา
กำหนดการเดิมขบวนรถรับส่งเที่ยวแรกจะเริ่มออกจากศูนย์ มธ. 11.00 น. แต่แล้วผู้อพยพจำนวนหนึ่งทราบข่าวร้ายว่าเส้นทางไปยังศูนย์ฝึกนักกีฬาแห่งชาติที่มวกเหล็กถูกน้ำท่วมหลายจุด จึงเริ่มลังเลและวางแผนอพยพใหม่
หลังตั้งวงถกเบื้องต้น กนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เห็นว่า สนามราชมังฯ อาจขาดความพร้อม เนื่องจากเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม อีกทั้งไม่มีห้องพักที่จะสามารถดูแลผู้พักพิงได้สะดวกเหมือนกับศูนย์ มธ. มีเพียงห้องพักนักกีฬาเท่านั้น
กระทั่งเวลา 12.00 น. ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีผู้พักพิงเดินทางมาที่นี่หรือไม่ จนถึง 13.00 น. ผู้พักพิงกลุ่มแรกจึงตัดสินใจเคลื่อนย้ายไปยังสนามราชมังฯ ด้วยรถ ขสมก. ประมาณ 70 คน
แม้สถานการณ์จะค่อนข้างฉุกละหุก แต่ในวิกฤตก็สร้างโอกาสเสมอ ข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องการเปิดสนามแห่งนี้เป็นศูนย์พักพิงแห่งใหม่กระจายออกไปและดึงดูดผู้มีจิตอาสามาช่วยจัดเตรียมความพร้อมอย่างรวดเร็ว
ผู้มีจิตอาสาทุกเพศทุกวัยหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง จากสิบเป็นร้อยและทะลุหลักพันอย่างรวดเร็ว
แรงงานผู้มีจิตอาสาจัดแจงเปลี่ยนห้องพักนักกีฬาที่ระเกะระกะเพื่อใช้เป็นที่รองรับผู้อพยพ รวมทั้งเตรียมที่นอนหมอนมุ้ง อาหาร น้ำดื่ม และห้องน้ำ ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงก็สามารถเนรมิตศูนย์พักพิงแห่งนี้ขึ้นพร้อมรับผู้อพยพนับพันที่กำลังทยอยเข้ามาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
พรรณี อายุ 28 ปี พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งย่านบางนา ซึ่งเข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือ เล่าว่า ขณะที่มาถึงห้องพักนักกีฬาบางห้องยังมีสภาพเป็นออฟฟิศ เต็มไปด้วยข้าวของและสายไฟสายโทรศัพท์เต็มห้อง แต่เมื่อทุกคนร่วมแรงกัน ห้องที่เห็นก็กลายเป็นห้องพักพร้อมเข้าอยู่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ขณะที่ ชัย พนักงานบริษัทที่อพยพมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา เล่าว่า ตอนแรกตัดสินใจไม่ถูกว่าจะย้ายไปไหน เพราะไป อ.มวกเหล็ก ก็มีคนบอกว่าเดินทางไม่สะดวก มาที่นี่ก็อาจจะลงเอยเหมือนที่ศูนย์ มธ. เพราะเป็นพื้นที่ต่ำ แต่เมื่อมาถึงที่นี่จริงๆ ก็ค่อนข้างเบาใจ เพราะได้เห็นภาพทุกคนช่วยเหลือกัน เขามั่นใจว่าสถานที่ลี้ภัยแห่งใหม่นี้จะมีความปลอดภัยให้กับผู้อพยพได้
ขณะเดียวกันที่ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่ม โดยมียอดผู้ประสบภัยถึง 2,163 คน รวมทั้งสัตว์เลี้ยงอีกหลายชนิด ซึ่งหลั่งไหลมาจาก อ.บางกรวย อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ด้วยสภาพเปียกปอนทุลักทุเล เช่นเดียวกับประชาชนที่อพยพมาจากย่านแจ้งวัฒนะ ซอย 14 และทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง ซึ่งหนีน้ำท่วมมาตั้งแต่ตี 5
เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ยอมรับว่า แม้จะยังมีพื้นที่รองรับเพิ่มเติมได้อีก แต่หากมีผู้อพยพมากกว่านี้ก็เกรงว่าจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มและอาหาร
“ตอนนี้ยังมีผู้ประสบภัยทยอยลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เริ่มมีปัญหาเรื่องน้ำดื่ม การประปานครหลวงจึงต้องส่งน้ำบรรจุถุงพลาสติกถุงละ 2 ลิตร เข้ามาให้แทนน้ำบรรจุขวด เนื่องจากขวดพลาสติกขาดแคลนมาก อีกทั้งน้ำดื่มที่มีผู้บริจาคเข้ามาก็เริ่มน้อยลง” เจ้าหน้าที่ศูนย์พักพิง กล่าว
อีกด้านหนึ่งที่ศูนย์พักพิงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.) ธัญบุรี อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ต้องสั่งอพยพผู้ประสบภัยกว่า 1,500 คน ไปยังโรงเรียนศูนย์สงครามพิเศษค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี หลังคันดินคลองระพีพัฒน์แตกตั้งแต่คลอง 7-9 ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมทันที โดยจัดเตรียมรถกว่า 30 คันในการอพยพให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง
ด้าน สมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานกรรมการมูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยว่า องค์กรภาคประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาล การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมการปกครอง การปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการอพยพไปอยู่โฮมสเตย์ต่างจังหวัด 12 สัปดาห์ โดยมูลนิธิกระจกเงาจะนำร่องด้วยการประสานไปยังสำนักงาน จ.เชียงราย เพื่อเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย 50 คน
“ต้องใช้โอกาสนี้เรียนรู้เรื่องป่าต้นน้ำเพื่อให้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณลงไปยังหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย” สมบัติ กล่าว







