
นักลงทุนเนินมาตรการช่วยน้ำท่วมระยะสั้น
โศกนาฏกรรมน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 50 ปีของไทยนั้น ได้พัดพาเอาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ที่ลงทุนใน 7 นิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี
โศกนาฏกรรมน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 50 ปีของไทยนั้น ได้พัดพาเอาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ที่ลงทุนใน 7 นิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี
โดย...ทีมข่าวการเงิน
โศกนาฏกรรมน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 50 ปีของไทยนั้น ได้พัดพาเอาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ที่ลงทุนใน 7 นิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และยังไม่รู้ว่าจะขยายวงความเสียหายไปยังนิคมอุตสาหกรรมบางชันและลาดกระบังหรือไม่
แต่ที่แน่ๆ เสียงจากเอกชนญี่ปุ่นที่สะท้อนผ่านองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ที่ขวัญเสียกับข้อมูลข่าวสารที่รัฐบาลไทยให้กับนักลงทุนว่า “เอาอยู่” แต่ทุกครั้งที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ประกาศออกมา นิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่งก็ทยอยปิดตัวลงเพราะโดนน้ำถล่ม
นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนการไร้วิธีบริหารจัดการปัญหาทั้งระบบ รวมทั้งวิธีการรับมือกับภัยธรรมชาติของรัฐบาลที่ขาดประสบการณ์อย่างมาก ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้าง
นักลงทุนญี่ปุ่นลั่นวาจาว่าจะทบทวนแผนการลงทุนในประเทศไทยทั้งหมด จากเดิมหลังจากเกิดสึนามิถล่มเมื่อต้นปี จนโรงงานอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นเองเสียหายมาก จนเตรียมลดความเสี่ยงด้วยการย้ายฐานการลงทุนมาลงทุนในประเทศที่ญี่ปุ่นคิดว่าเสี่ยงน้อยที่สุด
วันนี้สึนามิน้ำจืดกำลังถล่มอุตสาหกรรมญี่ปุ่นอีกครั้ง เพราะโรงงานอุตสาหกรรมใน 7 นิคมนั้น เป็นของนักลงทุนญี่ปุ่นเกือบ 90%
อย่าคิดว่านี่เป็นแค่คำขู่ เพราะญี่ปุ่นนั้นเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยของนักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเพิ่มขึ้นในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 141.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานการผลิต และส่งออกในหลายอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ ซึ่งมูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทยคิดเป็น 40% ของมูลค่าการส่งออกของไทย และจ้างงานหลายแสนคน
การประกาศของเอกชนญี่ปุ่นทำให้รัฐบาลเต้น และเตรียมวางแผนที่จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาเป็นการด่วน
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้เรียกประชุมกับผู้บริหารของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปหารือว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี
ฉะนั้น จึงมีมาตรการเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 25 ต.ค.นี้ โดยแยกออกมาเป็น 1.จัดเตรียมวงเงินเพียงพอให้ภาคอุตสาหกรรมใช้ซื้อหรือซ่อมแซมเครื่องจักรที่เสียหายจากน้ำท่วม และจะยกเว้นภาษีนำเข้าให้กับการนำเข้าอะไหล่มาซ่อมแซมเครื่องจักร ในกรณีที่มีความต้องการนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาสำรวจความเสียหาย บีโอไอพร้อมอำนวยความสะดวกในการออกวีซ่าและเวิร์กเพอร์มิต
2.ให้เงินช่วยเหลือแก่นิคมอุตสาห กรรมต่างๆ สร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไม่ให้นิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในอนาคต
3.เตรียมมาตรการภาษีให้นำผลขาดทุนไปหักลดหย่อนภาษีได้ยาวนานขึ้น
4.ปล่อยสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อจะได้รับการพิจารณาง่ายขึ้น และมีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนพิเศษ รวมถึงเงื่อนไขในการชำระเงินต้น โดยนายกฯ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเต็มที่ และให้รายงานข้อสรุปต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 25 ต.ค.นี้ เพื่อเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับภาคเอกชน ซึ่งจะได้รับการดูแลจากรัฐบาลอย่างเข้มแข็งและจริงจัง
5.กระทรวงการคลังจะหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อจัดเตรียมสนับสนุนงบประมาณ 250-500 ล้านบาท สำหรับฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม
หากมาดูแผนทั้ง 5 ในการเรียกขวัญนักลงทุนกลับมานั้น เพียงพอหรือไม่ ฟันธงได้เลยว่า ไม่พอ
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีความมั่นใจมากขึ้น หลังน้ำลดทุกโรงงานอุตสาหกรรมต้องเร่งบูรณะซ่อมแซมความเสียหาย ต้องการกำลังสนับสนุนในรูปแบบศูนย์เดียวเบ็ดเสร็จที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
“แต่นักลงทุนต่างชาติมีความกังวลในแผนระยะสั้นและระยะยาวในเรื่องของการผันน้ำ ซึ่งต้องจัดทำเป็นวาระแห่งชาติ” ประธาน ส.อ.ท. กล่าว
ถอดรหัสจากคำพูดสวยๆ ของประธาน ส.อ.ท. ก็คือ มาตรการช่วยเหลือทั้งหมดที่ออกมานั้นดี แต่เป็นมาตรการเฉพาะหน้าระยะสั้น การลงทุนนั้นกว่าจะติดตั้งเครื่องจักร ทดลองผลิต ก็ใช้เวลา 36 เดือนเป็นอย่างต่ำ
ฉะนั้น การลงทุน ผู้ลงทุนจะมองระยะกลางถึงยาวมากกว่าระยะสั้น การลงทุนจึงต้องดูเสถียรภาพการเมือง ระบบสาธารณูปโภค กฎหมายการลงทุน ฝีมือแรงงาน มาตรการสนับสนุนการลงทุน ควบคู่กันไป
นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้นั้นไม่ใช่ดีแค่เพียงพูดและออกมาตรการระยะสั้นมาเท่านั้น แต่จะต้องมีแผนงานที่เป็นรูปธรรมให้นักลงทุนดูว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
“แค่เพียงการออกไปโรดโชว์ คงไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นได้ เพราะนักลงทุนจะถามรายละเอียด แต่หากรัฐบาลไม่มีแผนงานที่ดีเตรียมไว้ว่าจะทำอะไรบ้าง นักลงทุนก็จะไม่เชื่อมั่นและไม่มีทางที่จะลงทุนในประเทศที่ไม่มีระบบดูแลนักลงทุนเลย” ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าว
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองเพียงตัวเงินว่ารัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไร เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มาตรการภาษีคงกระตุ้นไม่มาก แต่การแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมเป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างชาติต้องการมากกว่า
หากรัฐบาลไม่มีแผนการแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้อย่างเบ็ดเสร็จ ปล่อยให้นักลงทุนเผชิญชะตากรรมแก้ปัญหากันโดยลำพังและเกิดน้ำท่วมซ้ำซากเช่นนี้อีก รัฐบาลเตรียมเผชิญปัญหาใหญ่ที่จะตามมาอย่างครบวงจร ทั้งการว่างงาน การส่งออกลดลง และเมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลเองอาจจะต้องผจญกับวิกฤตจนอยู่ไม่ได้







