
คุณปูฉะคุณชาย..สุดท้ายก่อนจมน้ำ
เริ่มเป็นลูกโซ่แล้วสำหรับสถานการณ์น้ำท่วมประเทศไทย ตลอดช่วงเดือน ต.ค.
เริ่มเป็นลูกโซ่แล้วสำหรับสถานการณ์น้ำท่วมประเทศไทย ตลอดช่วงเดือน ต.ค.
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เริ่มเป็นลูกโซ่แล้วสำหรับสถานการณ์น้ำท่วมประเทศไทย ตลอดช่วงเดือน ต.ค. เมื่อปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลจากที่หนึ่งกำลังไปสร้างความปวดร้าวให้อีกหนึ่งในทุกเส้นทางที่ต้องผ่านก่อนลงสู่ทะเล
ไล่มาตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ พระนครศรี อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี จนมาถึง กทม.ปราการชลด่านท้ายๆ ก่อนน้ำจะลงสู่ทะเล
สถานการณ์ของ กทม.เวลานี้ต้องยอมรับว่าเข้าสู่จุดเปราะบางสูงสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากน้ำเหนือได้ไหลบ่าเข้ามาโอบล้อม กทม.ไว้เกือบทั้งหมด
รอวันเวลาปะทุทลายคันกั้นน้ำช้าหรือเร็วเท่านั้นไม่ว่าจะเป็น กทม.ฝั่งพระนครหรือฝั่งธนบุรี
ถึงขั้นที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับกลางรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน” ว่าคน กทม.ต้องรับสภาพน้ำท่วมประมาณ 4-6 สัปดาห์
ประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจถึงสาเหตุที่สถานการณ์ได้บานปลายเข้าขั้นวิกฤตขนาดนี้คือ “กระบวนการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี”
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาโครงสร้างการใช้อำนาจของนายกฯ ต่อการบัญชาสถานการณ์ทั้งหมดอาศัย พ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินผ่านกลไกของศูนย์ปฏิบัติการช่วยผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เป็นลักษณะอำนาจครอบจักรวาล ไม่ได้เฉพาะเจาะจงลงไปเป็นรายกรณี
ส่วนการบริหารราชการของ กทม. แม้ว่าจะสังกัดกระทรวงมหาดไทย แต่ในทางปฏิบัติแล้วมหาดไทยไม่มีอำนาจสั่งการทางปกครองใดๆ เลยต่อ กทม. เนื่องจากการบริหารราชการเมืองหลวงขึ้นตรงกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์
ประเด็นที่มาจากต่างพรรคและยังเป็นคู่แข่งกันทางการเมือง ตรงนี้ยิ่งทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกัน เพราะเกรงจะสูญเสียในคะแนนนิยม จึงเกิดข้อพิพาทขึ้นในเรื่องประตูน้ำ
ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลมองว่า กทม.วางยาไม่ยอมเปิดประตูน้ำ เพื่อให้น้ำมีทางไปสู่ทะเลมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมขยายวง ซึ่งแน่นอนรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ และอาจจบเห่จมน้ำตามประชาชนผู้ประสบภัยไปด้วย
เมื่อไม่มีทางเลือก งานนี้ส่งผลให้นายกฯ ต้องใช้ไม้แข็งด้วยการประกาศใช้มาตรา 31 พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อเป็นเครื่องมือสยบโอหังของผู้ว่าฯ กทม.
“นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายมีอำนาจสั่งการให้หน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวมตลอดทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่ที่กำหนดได้เจ้าหน้าที่รัฐผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงด้วย”
บทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าไม่ต่างอะไรกับการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่นายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ส่วนราชการไหนไม่ปฏิบัติจะต้องรับโทษทางวินัยสถานเดียว
เท่ากับว่ายิ่งลักษณ์มีอาวุธครบมือในการบัญชาสถานการณ์น้ำท่วมทั้งหมด
เกมนี้นอกจากยิ่งลักษณ์จะยึดอำนาจจากคุณชายสุขุมพันธุ์มาอยู่ในมือแล้ว ยังทำให้ประชาชนเข้าใจว่า เหตุที่น้ำท่วมเป็นเพราะ กทม.ไม่ยอมเปิดประตูน้ำเพื่อเร่งระบายไปสู่ทะเล
ขณะที่คุณชายสุขุมพันธุ์ตอบโต้ว่า กทม.ได้เปิดประตูน้ำตลอด แต่บางประตูจมน้ำจึงอาจจะทำให้บางคนมองไม่เห็นประตูเปิดพร้อมปกป้อง กทม.เต็มกำลัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อ “ยิ่งลักษณ์” รวบอำนาจแล้ว 1 เดือน นับจากนี้ภายใต้มาตรา 31 ของนายกฯ กำลังจะเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสของรัฐบาลไปในคราวเดียวกัน
โดยวิกฤตที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่และยากกว่าแก้ไขปัญหาน้ำท่วมคือ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อ ศปภ. หลังจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากหลายสำนักได้ผลตรงกันว่ามีความไม่พอใจการทำงาน ศปภ.อย่างรุนแรง
เหตุผลหลักที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันหนีไม่พ้นระบบการสื่อสารกับประชาชนของ ศปภ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความจริงในหลายๆ ด้าน เช่น เส้นทางน้ำ ระดับน้ำระยะเวลาการเดินทางของน้ำ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ ศปภ.ไม่เคยให้ความชัดเจนแก่ประชาชน จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการอพยพไม่ทันและส่งผลให้บานปลายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งจะบั่นทอนความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีให้ต่อรัฐบาลมากขึ้นเป็นเท่าตัวและยากต่อการเรียกคืนกลับมา
นอกจากนี้ ยังพิสูจน์สมมติฐานรัฐบาลชุดนี้ด้วยว่า เป็นแค่ “ทีม C” และ “ทีมสำรอง”เท่านั้น
เมื่อภาพลักษณ์ทางการเมืองนี้ถูกตอกย้ำความชอบธรรมของรัฐบาลจะร่อยหรอตกต่ำเรื่อยๆ
ไม่ต้องนึกว่าเสถียรภาพรัฐบาลจะถูกสั่นคลอนแค่ไหน โดยฝ่ายค้านก็พร้อมที่จะขยายแผลนี้ให้สังคมเห็นทันทีภายหลังน้ำลดว่ายิ่งลักษณ์ไม่มีประสิทธิภาพจริงตามที่ได้เคยปรามาสเอาไว้
ในทางกลับกันวิกฤตครั้งนี้จะเป็นโอกาสของรัฐบาลด้วย ตั้งแต่การเพิ่มพูนภาวะผู้นำนายกฯ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ขาดมาตลอด
เห็นได้ชัดเจนจากการประกาศใช้มาตรา 31 บนความสงสัยว่าสายเกินไปหรือไม่ และทำไมไม่ตัดสินใจตั้งแต่สถานการณ์ยังไม่ลุกลามทั้งที่ตัวเองมีอำนาจและความชอบธรรมในมือ กลายเป็นสภาพมีอำนาจแต่ไม่กล้าตัดสินใจ
หากยิ่งลักษณ์สามารถเค้นความสามารถของตัวเองออกมาได้ผ่านการใช้อำนาจตามกฎหมายจนเป็นที่ประจักษ์แก่สังคม ไม่ต่างอะไรกับการเสริมความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาล
สิ่งเหล่านี้จะเป็นต้นทุนสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดินในระยะยาวและปัจจัยภายนอกสภาคงยากที่จะมาเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลเว้นเสียแต่จะเล่นการเมืองภายในจนรัฐบาลพังกันเอง
ทุกอย่างทั้งหมดจากนี้ไปไม่ว่าจะดีหรือร้ายสุภาพสตรีชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ต้องรับไว้แต่เพียงผู้เดียวลอยตัวกับปัญหาไม่ได้อีกต่อไป







