posttoday
บทเรียนราคาแพง... ชาวนครสวรรค์สอนคนกรุง

บทเรียนราคาแพง... ชาวนครสวรรค์สอนคนกรุง

23 ตุลาคม 2554

ในวันที่คนกรุงเทพฯ กำลังแตกตื่นโกลาหล วิตกกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หวาดกลัวน้ำที่จะมาถึงอีกในไม่ช้า

ในวันที่คนกรุงเทพฯ กำลังแตกตื่นโกลาหล วิตกกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หวาดกลัวน้ำที่จะมาถึงอีกในไม่ช้า

โดย...อินทรชัย พาณิชกุล

ในวันที่คนกรุงเทพฯ กำลังแตกตื่นโกลาหล วิตกกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หวาดกลัวน้ำที่จะมาถึงอีกในไม่ช้า ทุกคนต่างใจจดจ่ออยู่กับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมเมือง

ทว่า เวลานี้ ณ จ.นครสวรรค์ ที่เพิ่งประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เมืองทั้งเมืองจมน้ำมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว ถนนหลายเส้นยังคงถูกตัดขาด ผู้คนในหลายพื้นที่ยังคงเดือดร้อนแสนสาหัส โดยเฉพาะเขตเทศบาลเมืองนครสวรรค์ ย่านเศรษฐกิจอันเป็นหัวใจหลักของจังหวัด ซึ่งประกอบไปด้วยสถานที่ราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน ธนาคาร ตลอดจนอาคารร้านรวงต่างๆ และที่อยู่อาศัย

ชีวิตของคนที่นี่เป็นไปอย่างยากลำบาก ไฟฟ้าน้ำประปาใช้การไม่ได้ อาหารน้ำดื่มที่ตุนไว้ก็เริ่มขาดแคลน ต้องติดแหง็กอยู่บนชั้นสองของบ้าน ชะเง้อคอรอคอยความช่วยเหลือจากทหารและทีมกู้ภัยที่ต้องล่องเรือฝ่าสายน้ำลึกท่วมอก เพื่อไปแจกข้าวกล่อง น้ำดื่ม รวมถึงรับส่งประชาชนที่เจ็บป่วย หรือต้องการอพยพออกจากพื้นที่ไปยังเขตปลอดภัย ตกกลางคืนก็เงียบเหงาราวกับเมืองร้าง ต้องตื่นตัวสู้ เฝ้าระวังโจรขโมยที่ออกอาละวาดในยามวิกาล

“ฝากไปบอกคนกรุงเทพฯ หน่อยเถอะว่า ให้รีบอพยพออกไปในตอนที่ยังทันจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง”

สุรินทร์ ดำรงโภวรรณ ชายวัยห้าสิบเศษ ชาว จ.นครสวรรค์ ยืนยันหนักแน่น สีหน้าจริงจัง ขณะยืนรอเรืออยู่บนหลังคาบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้น ซึ่งชั้นล่างจมน้ำทั้งหมด เขากับภรรยาสองคนติดอยู่นานสิบกว่าวันแล้ว หลังจากน้ำทะลักเข้าท่วมในเขตเทศบาลเมือง

“เสบียงที่ตุนไว้ก็หมดนานแล้ว ยังดีที่เขามีเรือเข้ามาแจกข้าวกล่อง แจกน้ำดื่มถึงหน้าบ้าน ไอ้เรื่องข้าวเรื่องน้ำกินไม่มีปัญหา แต่ไม่มีน้ำใช้นี่สิแย่ น้ำท่าไม่ได้อาบกันเลย แล้วยังเรื่องขับถ่ายอีกที่เป็นปัญหาใหญ่ ก็ต้องจัดการกันไปตามมีตามเกิด เสี่ยงเป็นโรคท้องร่วงอีก” เขาส่ายหัว

ความรู้สึกของชาวปากน้ำโพรายนี้ สะท้อนให้เห็นภาพผู้ประสบภัยนับร้อยนับพันที่ตัดสินใจไม่ออกนอกพื้นที่ ด้วยความห่วงบ้าน ห่วงทรัพย์สิน แตกต่างกับอีกหลายคนที่ยอมเก็บข้าวของย้ายไปอยู่ศูนย์พักพิงที่ทางการจัดเตรียมไว้ให้ บางคนที่ฐานะดีก็เลือกเช่าโรงแรม หรืออพาร์ตเมนต์อยู่ชั่วคราวในราคาเหมารายเดือน บ้างอาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง แต่ก็ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่เทียวไปเทียวมา ทั้งที่อาจต้องรอเรือเข้าออกนานหลายชั่วโมง และโรคน้ำกัดเท้าในกรณีที่เดินลุยน้ำสกปรกที่ท่วมขังมานานและเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น

“ผมว่าแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน บางคนมีที่ไปก็ไปอยู่กับญาติพี่น้อง รวยหน่อยก็เช่าโรงแรมอยู่ สบายใจ บางคนก็เลือกไปอยู่ศูนย์พักพิง เพราะครอบครัวเขามีคนแก่คนป่วย มีผู้หญิง หรือเด็กที่ต้องเป็นห่วง มีไฟฟ้า น้ำประปา อาหาร หยูกยาก็ดีแล้ว

มีหลายคนเหมือนกันที่อยู่ข้างนอกแต่กลางวันก็จ้างเรือนั่งเข้ามาดูบ้าน แต่ผมอยู่นี่เลย เพราะไม่รู้จะไปอยู่ไหน ขนข้าวของมีค่าขึ้นชั้นสองเรียบร้อย ดูเรื่องไฟฟ้าให้ดี ส่วนเรื่องอาหารเรื่องน้ำก็รอให้เขาช่วย บางทีอึดอัดก็นั่งเรือออกไปข้างนอก เพื่อดูว่าน้ำมันลดบ้างหรือยัง ไปดูว่าโลกข้างนอกเขาเป็นไงบ้าง ชีวิตช่วงนี้ลำบากมาก แต่ก็ต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด”

ขณะที่ ธีรศักดิ์ ทองบุญอยู่ เจ้าของร้านตัดเสื้อกลางเมือง เล่าให้ฟังว่าหลังขนย้ายสิ่งของหนีน้ำขึ้นที่สูงเรียบร้อย ก็เก็บกระเป๋าเสื้อผ้า รวมทั้งของมีค่า อพยพย้ายมาอยู่ที่บ้านญาตินอกเขตเทศบาลในพื้นที่ปลอดภัย แต่ด้วยความเป็นห่วงบ้าน ทุกๆ วันเขาต้องนั่งเรือเข้ามาดูตั้งแต่เช้า ก่อนกลับออกไปในเวลาเย็น

“เคยนอนเฝ้าบ้านอยู่สองคืน โอ้โห...มันลำบากจริงๆ ไปไหนไม่ได้เลย ไฟฟ้า น้ำประปา อาหารก็ไม่มีสักอย่าง ต้องรอทหารเขานั่งเรือเอาข้าวกล่อง เอาน้ำดื่มมาให้เท่านั้น เรื่องขับถ่ายนี่ยิ่งยุ่งยาก จะให้อยู่อย่างนี้เป็นเดือนๆ ไม่ไหวหรอก แถมตกกลางคืนก็นอนไม่ค่อยจะหลับ ต้องคอยฉายไฟ เพราะขโมยมันชุม เพื่อนบ้านเล่าให้ฟังว่าเคยเห็นพวกพายเรือมาเงียบๆ ตอนกลางคืน มาจอดแล้วขึ้นบันไดมาส่องไฟถ้าไม่มีใครอยู่ มันก็ขึ้นมาเอาของไปเลย น่ากลัวจะตายตอนกลางคืนยังกะเมืองร้าง คนที่อยู่ก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล มีอะไรไม่ชอบมาพากลก็ต้องคอยตะโกนบอกกัน”

ชีวิตชาวปากน้ำโพยามนี้ อุปกรณ์ยังชีพสำคัญที่สุดเห็นจะเป็นตะกร้าผูกด้วยเชือกไนลอน ไว้สำหรับหย่อนลงมารับข้าวกล่องและน้ำดื่ม จากเรือทหารและอาสาสมัคร บันไดยาวไว้สำหรับขึ้นลง และสุดท้ายคือเรือ พาหนะชนิดเดียวที่ใช้สัญจรไปมาได้ในวันที่เมืองจมน้ำ

“ตอนแรกทุกคนก็คิดเหมือนกันหมด ว่าน้ำคงไม่ท่วมสูงขนาดนี้ หลายคนเลยไม่ได้เตรียมการอะไร รู้ตัวอีกทีก็สายไปแล้ว คนที่โชคดีเก็บข้าวของสำคัญขึ้นที่สูง เก็บเสื้อผ้าเก็บข้าวของมีค่าใส่กระเป๋า อพยพไปอยู่ข้างนอกก็สบายใจไป ถ้าน้ำมันจะท่วมก็ปล่อยมัน เสียหายแต่ไม่มาก แต่บางคนยกของขึ้นไม่ทัน ทีวี ตู้เย็น รถมอเตอร์ไซค์ รถเก๋ง พังหมด ไม่มีอะไรเหลือ นั่งร้องไห้ บางคนห่วงบ้านตัวเองเหลือเกิน ไม่ยอมออกไปไหน หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะอยู่ สุดท้ายอยู่ไม่ได้ ต้องลุยน้ำอพยพออกไปอย่างลำบาก ทำให้การช่วยเหลือยุ่งยากขึ้นไปอีก”

บรรยากาศตัวเมืองนครสวรรค์ที่หลายคนคุ้นชิน วันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถนนหนทางทุกเส้นสายที่เคยเต็มไปด้วยรถรา กลายมาเป็นลำคลองที่มีแต่เรือแล่นสวนกันไปมา สองข้างทางมีแต่ตึกร้าง ผู้คนหน้าตาเศร้าหมอง ต่างออกมายืนรอริมระเบียงชั้นสองบ้าง บนหลังคาบ้าง รอคอยความช่วยเหลือด้วยสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความหวัง ตกกลางคืนเมืองทั้งเมืองกลายเป็นประหนึ่งเมืองร้าง เต็มไปด้วยความเงียบ นานๆ ครั้งจะมีแสงไฟฉาย และเสียงฝีพายกระทบน้ำก็กลายเป็นเสียงที่ฟังน่ากลัววังเวงพิลึก

“ตอนนี้น้ำลดลงไปค่อนข้างเยอะแล้วนะครับ ประมาณ 80 ซม. ช่วงแรกๆ เหนื่อยมาก วิ่งกันทั้งวันทั้งคืน ทั้งอพยพชาวบ้านออกไปข้างนอก บางคนก็จะกลับเข้าบ้านมาเอาหมา เอาแมว รับผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาล แม้แต่ขอให้ช่วยไปงมรถมอเตอร์ไซค์ ไปยกตู้เย็น ยกโทรทัศน์ก็มี ไหนจะแจกข้าวกล่องแจกน้ำดื่ม มีสารพัดรูปแบบ เราช่วยเหลือชาวบ้านทุกอย่างเท่าที่จะช่วยได้” ส.อ.จิระเดช จีนหลักร้อย จากกองพันทหารช่างที่ 4 นครสวรรค์ กล่าว

พลขับเรือจาก ช.พัน 4 คนนี้ เล่าว่า ช่วงแรกที่วิกฤตหนัก มีเพียงเรือของทหารเพียง 7 ลำเท่านั้นที่บริการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอดทั้งวันทั้งคืน ต่อมาจึงมีเรือหางยาวของชาวบ้านคอยรับส่งผู้คนด้วยราคาแพงหูฉี่ สร้างความสลดหดหู่แก่ผู้ทราบข่าว เพราะไม่นึกว่าจะได้เจอเรื่องบาปซ้ำกรรมซัดในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้

“นอกจากเรือทหาร ก็มีเรือจากทางจังหวัด เรืออาสาสมัครต่างๆ หมุนเวียนกันไปแจกจ่ายข้าวกล่องกับน้ำดื่มให้ชาวบ้าน บ้านไหนอยู่ใกล้ถนนใหญ่ก็ดีหน่อย แต่บ้านที่อยู่ในซอยเล็กแคบและห่างไกล เขาก็ต้องหาทางออกมารับความช่วยเหลือเอง ไม่ว่าจะโบกเรือขอเขาขึ้นมา ลุยน้ำมาเองก็มี ทุกคนต้องพึ่งพาตัวเอง ช่วยกันคนละไม้ละมือ ส่วนชาวบ้านที่มีเรือที่เห็นส่วนใหญ่นั้น มาจากนอกพื้นที่ทั้งนั้นแหละครับ คนในเมืองไม่มีใครซื้อเรือเก็บไว้หรอก ชาวบ้านเลยบ่นกันเยอะเรื่องค่าเรือที่แพงมาก แพงขูดเลือดขูดเนื้อกันเลย เคยมีคนเคยนั่งไปแค่ 2 กิโลเมตร คิด 100 บาทก็มี”

ในที่สุดผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ก็ได้ประกาศขอความร่วมมือให้เรือทุกลำที่แล่นรับส่งผู้โดยสารเข้ามาตีทะเบียนอย่างถูกต้อง โดยจะเหมาจ่ายให้ลำละ 1,200 บาทต่อวัน ซึ่งมีท่าเรือให้บริการ 3 จุด คือท่าเรือเทศบาล ท่าเรือหน้าป้ายอุทยานสวรรค์ และท่าเรือฝั่งบิ๊กซี ทุกแห่งคึกคักไปด้วยผู้คนมารอใช้บริการฟรีตรงจุดที่เขียนว่าเขตจอดเรือรับจ้าง กรมเจ้าท่า ตั้งแต่เวลา 07.0018.00 น.

เรือที่บริการรับส่งคนอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะเขียนไว้ชัดเจนว่า “เรือบริการรับส่ง ผู้ประสบอุทกภัยนครสวรรค์” ชาวบ้านรายใดที่จะใช้บริการก็ต้องมายืนรอหน้าบ้านตัวเอง ถ้ามีที่ว่างก็โชคดี ไม่มีก็อดทนรอจนกว่าลำต่อไปจะมา บางทีอาจกินเวลานานนับชั่วโมง

แม้สายน้ำอันกราดเกรี้ยวจะพัดทำลายทุกสิ่งทุกอย่างย่อยยับลง ทิ้งไว้เพียงตึกอาคารบ้านเรือนจมอยู่ใต้น้ำ การทำมาหากินหยุดชะงัก ผู้คนต้องหันมาใส่ใจกับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ที่พวกเขาไม่เคยคาดหวังว่าจะเจอ

ชีวิตท่ามกลางสายน้ำท่วมขังที่เริ่มเน่าและส่งกลิ่นเหม็น เดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวก อาหารการกินขาดแคลน รวมถึงโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคน้ำกัดเท้า โรคอุจจาระร่วง และที่ร้ายแรงกว่าโรคเฉพาะหน้า คือ โรคซึมเศร้า

ชีวิตหลังน้ำท่วมของชาวเมืองนครสวรรค์ยังไม่จบแค่นี้ คงอีกนานนับเดือนกว่าน้ำจะลดลง และสิ่งต่างๆ จะเข้าสู่ภาวะปกติ

นี่คือบทเรียนราคาแพงของชาวนครสวรรค์ที่คนกรุงไม่ควรมองข้าม

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69