
ทะเลหนุนผิดปกติ ซ้ำปัญหาน้ำเหนือบ่าจ่อกรุง
จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
ประเมินว่าปริมาตรน้ำด้านเหนือที่จ่อเข้า กทม.ในขณะนี้มีปริมาตร 1,359 ล้าน ลบ.ม. และมีการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่กรมชลประทานสามารถระบายออกได้เพียง 400 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือวันละ 34.5 ล้าน ลบ.ม. ขณะเดียวกันยังมีน้ำซึ่งยังท่วมขังอยู่ในพื้นที่ด้านเหนืออีกกว่าหมื่นล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะไหลลงมาสร้างผลกระทบให้พื้นที่ด้านใต้ต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าน้ำที่ท่วมขังดังกล่าวจะระบายลงสู่ทะเลหมด
แต่สัญญาณร้ายก็ยังไม่สิ้นสุด เมื่อเขื่อนใหญ่ 2 แห่ง คือ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เพิ่มการระบายน้ำขึ้นอีกเนื่องจากมีน้ำมากเกือบล้นอ่าง แต่การระบายน้ำออกสู่ทะเลในช่วงนี้ ซึ่งเคยหวังว่าจะทำได้ดี เนื่องจากเป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลลดต่ำลง ก็ไม่เป็นไปตามคาด เพราะน้ำจืดมหาศาลที่ไหลลงปากอ่าว ทำให้น้ำทะเลเกิดภาวะหนุนสูงผิดปกติ สูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ประมาณวันละ 15-20 ซม. ซึ่งยิ่งทำให้การระบายน้ำด้านเหนือทำได้น้อยลง
นอกจากมวลน้ำขนาดมหึมา ซึ่งจ่ออยู่ในทุ่งรังสิตแล้ว ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้วิเคราะห์สถานการณ์น้ำว่า ปริมาณน้ำทางด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยายังสะสมอยู่จำนวนมากและมากกว่าด้านทุ่งรังสิต โดยจะไหลลงสู่อ่าวไทยผ่านพื้นที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี ด้านทิศตะวันตกของ กทม. อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และ จ.สมุทรสาคร การไหลของน้ำจะลงมาอย่างช้าๆ การท่วมเอ่อจะลดระดับลงตามลำดับ เนื่องจากน้ำจะแผ่กระจายไปในพื้นที่ที่ไหลผ่าน การผันน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยใช้แม่น้ำท่าจีนเป็นหลักเป็นเรื่องที่ควรเร่งทำ โดยระบายน้ำใช้คลองหลักที่ขุดแล้วและคลองซอยที่ลงอ่าวไทยบริเวณ จ.สมุทรสาคร และ กทม.ด้านทิศตะวันตกเป็นทางเร่งน้ำให้ได้มากที่สุด







