
เรื่องเล่าจากชาวฉือจี้(6)
เมื่อปี 2524 ระหว่างการประชุมระดับชาติของคณะกรรมการมูลนิธิ กรรมการท่านหนึ่งจากภาคใต้ของไต้หวัน
เมื่อปี 2524 ระหว่างการประชุมระดับชาติของคณะกรรมการมูลนิธิ กรรมการท่านหนึ่งจากภาคใต้ของไต้หวัน
โดย..นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ได้แจ้งข่าวดีต่อที่ประชุมว่า “มีเพื่อนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งประสงค์จะบริจาคเงิน 8พันล้านสำหรับโครงการสร้างโรงพยาบาล” ท่านธรรมาจารย์ฟังข่าวด้วยความประหลาดใจและได้สอบถามว่าเหตุใดเพื่อนชาวญี่ปุ่นท่านนี้จึงมีใจเมตตากรุณาถึงเพียงนั้น
คำตอบคือ เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนนี้เป็นชาวพุทธและเติบโตที่เมืองฮวาเหลียน ซึ่งเป็นที่ตั้งของมูลนิธิ ฉือจี้ ตั้งแต่ครั้งเมื่อญี่ปุ่นเข้ามายึดครองไต้หวัน ในช่วงปี 24382458 เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ ประธานาธิบดีเจียงไคเช็กยอมให้ชาวญี่ปุ่นในไต้หวันเดินทางกลับประเทศได้โดยสวัสดิภาพ ชาวญี่ปุ่นท่านนี้จึงรู้สึกถึงบุญคุณในเหตุการณ์ครั้งนั้น และประสงค์จะตอบแทนให้แก่ประชาชนไต้หวัน
บรรดากรรมการของมูลนิธิพากันดีใจในข่าวดีนี้ เพราะเงินมากมายถึง 8 พันล้านย่อมช่วยให้มูลนิธิฉือจี้บรรลุเป้าหมายได้อย่างดี
แต่แล้วทุกคนก็ต้องประหลาดใจ เมื่อท่านธรรมาจารย์ประกาศว่า “ชัดเจนว่า เงินแปดพันล้านนั้นเย้ายวนใจมาก แต่เราควรปฏิเสธ” ทุกคนพากันตั้งคำถามทันทีว่า “ทำไมล่ะ”
ท่านธรรมาจารย์ให้เหตุผล 3 ข้อ ด้วยท่าทีที่สงบ
ข้อแรก เพราะเศรษฐกิจของไต้หวันดีขึ้นมากแล้ว ประชาชนไต้หวันควรสร้างโรงพยาบาลนี้ได้ด้วยเงินของตนเอง ท่านหวังว่าประชาชนชาวไต้หวันควรหว่านพืชผลบนเนื้อนาบุญนี้ เพื่อจะได้ชื่นชมกับอานิสงส์แห่งผลบุญนี้ด้วยตนเองเมื่องานสำเร็จ
ข้อสอง ถ้าเรารับเงินจากผู้บริจาครายใหญ่เขาย่อมต้องการเป็นผู้กุมอำนาจการตัดสินใจต่างๆ โดยมองในแง่ธุรกิจ ซึ่งสภาพการณ์เช่นนั้นย่อมขัดต่ออุดมการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นของท่าน ฉะนั้นเพื่อป้องกันความขัดแย้งใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระหว่างผู้บริจาครายใหญ่และมูลนิธิ ทางที่ดีที่สุดคือต้องปฏิเสธเงินบริจาคก้อนใหญ่ขนาดนั้น
ข้อสาม เป็นข้อสำคัญที่สุด ท่านธรรมาจารย์ประสงค์จะสร้างโรงพยาบาลจากความร่วมมือและความรักของคนจำนวนมาก เพื่อให้โรงพยาบาลเป็นของทุกคน ท่านชี้ว่า “บุญกุศลควรเพาะปลูกขึ้นโดยทุกๆ คน และพืชพันธุ์แห่งพรทั้งปวงจะต้องบ่มเพาะโดยคนทั้งมวล”
จุดยืนอันแน่วแน่และเหตุผลอันหนักแน่นของท่านธรรมาจารย์ ทำให้บรรดากรรมการและสมาชิกชาวฉือจี้หนักใจ เพราะต้องแบกภาระการหาเงินบริจาคอย่างยากลำบากต่อไป แต่ทุกคนก็ยอมตาม สมาชิกชาวฉือจี้พากันเดินไปทุกบ้านทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อ “บอกบุญ” เรื่องการสร้างโรงพยาบาลตามปณิธานของท่านธรรมาจารย์ เงินบริจาคพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ท่านธรรมาจารย์ย้ำเสมอว่า “จำนวนเงินบริจาคไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือการดึงเอาความเมตตากรุณาของแต่ละคนออกมา”
ปัญหาเรื่องที่ดินสำหรับสร้างโรงพยาบาลเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ทุกคนคาดคิด ไต้หวันเป็นเกาะเล็กๆ ขนาดราว 1 ใน 15 ของประเทศไทย แต่มีประชากรถึง 1 ใน 3 ของเรา ซ้ำที่ดินยังเป็นภูเขาสูงและส่วนใหญ่ใช้ทำกินหรือปลูกสร้างอาคารไม่ได้โดยเฉพาะในเมืองฮวาเหลียน ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะ ที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์ได้ยิ่งจำกัด
ช่วงสี่ปีแรก ผู้รับผิดชอบของมูลนิธิพยายามเสาะแสวงหาที่ดินที่เหมาะสมสำหรับสร้างโรงพยาบาล มีที่ดินแปดผืนที่ได้พิจารณา แต่มีปัญหาทั้งเรื่องขนาดและข้อจำกัดเรื่องผังเมือง ทำให้ที่ดินทั้งแปดผืนใช้ไม่ได้
ในปี 2523 หลินหยางคัง ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ว่าการจังหวัดไต้หวัน ได้ไปเยือนสมณารามจิ้งซือของท่านธรรมาจารย์ หลินรู้สึกประหลาดใจที่เห็นบรรดาภิกษุณีในวัดแห่งนั้น ทั้งทำงานในไร่นาและทำงานหัตถกรรม จากประสบการณ์ที่เห็นพระภิกษุโดยทั่วไปยังชีพอยู่ได้ด้วยบิณฑบาต หลินจึงสอบถามท่านธรรมาจารย์ว่า “ท่านต้องทำงานด้วยหรือเปล่า”
ขณะนำท่านผู้ว่าฯ เดินชมสมณาราม ท่านธรรมาจารย์ได้เล่าให้ฟังถึงโครงการก่อสร้างโรงพยาบาล และความยากลำบากในการหาที่ดิน ท่านผู้ว่าฯ รู้สึกประทับใจในปณิธานของท่านธรรมาจารย์ และได้เอ่ยปากสัญญาว่าจะช่วยหาทุนให้
เมื่อกลับไปถึงกรุงไทเป ผู้ว่าฯ หลินได้รายงานต่อประธานาธิบดีเจียงจิงกั๋วทันทีถึงเรื่องของมูลนิธิฉือจี้ และงานของท่านธรรมาจารย์ สามวันต่อมา ประธานาธิบดีเจียงจิงกั๋วได้เดินทางไปเยือนสมณารามจิ้งซือด้วยตนเอง สมาชิกชาวฉือจี้ต่างตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้ หลังการเยือนของประธานาธิบดีเจียงจิงกั๋ว บรรดา “บุคคลสำคัญ” ต่างพากันไปเยือนสมณาราม เพื่อไปเห็นประจักษ์ด้วยตาตนเอง ดูเหมือนจะมีความหวังว่าจะได้ที่ดินสร้างโรงพยาบาลแล้ว
เป็นดังคาด หกเดือนต่อมาผู้ว่าฯ หลินได้เสนอที่ดินใกล้แม่น้ำเม่ยหลินในฮวาเหลียน หลังจากนั้นต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปีเพื่อจัดการด้านเอกสารสิทธิ ทุกคนพากันดีใจ และกำหนดการวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 5 ก.พ. 2526







