
หลังน้ำลดมรสุมรุม ยิ่งลักษณ์
กว่าที่น้ำจะลด บางจังหวัดใช้เวลาร่วม 2 เดือนถึงจะแห้ง ยังไม่นับฟื้นฟูอีกเป็นปี
กว่าที่น้ำจะลด บางจังหวัดใช้เวลาร่วม 2 เดือนถึงจะแห้ง ยังไม่นับฟื้นฟูอีกเป็นปี
โดย...ทีมข่าวการเมือง
กว่าที่น้ำจะลด บางจังหวัดใช้เวลาร่วม 2 เดือนถึงจะแห้ง ยังไม่นับฟื้นฟูอีกเป็นปี
สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่จบ แต่ได้เดินทางมาถึงจุดสำคัญที่ทุกฝ่ายพยายามประคบประหงมไม่ให้น้ำทะลักเข้ากรุงเทพฯ
“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ย้ำถึงยุทธศาสตร์ว่าเราต้องปกป้องพื้นที่หัวใจเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเขตอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจต่างๆ เมืองหลวงทุกจังหวัดและกรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์อพยพ
เมื่อทุกอย่างจวนตัว จะระดมสรรพกำลังในช่วงสั้นๆ ก็ไม่สามารถหยุดธรรมชาติและกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและรุนแรงได้
“มหาอุทกภัย” ครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นวิกฤตลูกแรกที่ทดสอบรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ผลกระทบต่อรัฐบาลมีทั้งลบและบวก
ทางลบ แน่นอนว่าคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบย่อมไม่พอใจที่รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ทันการณ์ แม้จะระดมทุกสมองทั้งทีม 111 จากไทยรักไทย ทีม 109 พลังประชาชน แกนนำเสื้อแดง นักวิชาการระบบน้ำ ผังเมือง วิเคราะห์ แก้ปัญหา แต่ก็ทัดทานกระแสน้ำ และความเดือดร้อนที่เพิ่มทับทวีไม่ไหว
การประเมินสถานการณ์น้ำของรัฐบาลผิดพลาด แรกเริ่มประชาชน โรงงานอุตสาหกรรมต่างมั่นใจว่าน้ำจะไม่เข้าท่วมมาก เพราะรัฐบาลให้ความเชื่อมั่นว่าจะดูแลบริหารจัดการปัญหาน้ำได้จากกลไกที่มีอยู่ สุดท้ายหลายเมืองค่อยๆ จม เพราะไม่ได้วางแผนรับน้ำมหาศาลไว้
นิคมอุตสาหกรรมราบเป็นหน้ากอง ที่ จ.พระนครศรีอยุธยามี ไฮเทค โรจนะ สหรัตนนคร บางปะอิน แฟคตอรี่แลนด์ ล่าสุด นวนคร จ.ปทุมธานี ด่านสำคัญก่อนจ่อเข้ากรุงเทพฯ ที่รัฐบาลให้ข่าวว่าจะไม่มีทางจมแน่นอน เพราะสร้างคันกั้นน้ำไว้ดีที่สุดก็ส่อไปไม่รอด
ที่ถูกวิจารณ์ยับคือ ความสับสนในคำเตือนของ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) หลังจาก ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์แถลงให้ประชาชนที่อยู่ทางตอนเหนือกรุงเทพฯ เตรียมการอพยพ เพราะประตูน้ำคลองบ้านพร้าวแตกแล้ว จน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ต้องมาแถลงข่าวแก้ว่า ไม่จริง แต่ปลอดประสพเตือนภัยเอง
หรือกรณีอธิบดีกรมชลประทานแถลงในนาม ศปภ.เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าอีก 12 วัน มวลน้ำจาก จ.นครสวรรค์ จะลงมาถึงกรุงเทพฯ ถัดมาวันเดียว ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ แถลงว่า มีข่าวดี น้ำจาก จ.นครสวรรค์ มาถึงกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันเสาร์แล้ว เล่นเอาผู้คนสับสนไม่รู้ว่าน้ำที่เข้าท่วมส่วนเหนือของกรุงเทพฯ ขณะนี้ เป็นน้ำส่วนไหน และไม่รู้จะเชื่อข้อมูลจากใคร
ชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนว่า ไม่เชื่อข้อมูลจาก ศปภ.ที่พยายามออกข่าวว่า คุมสถานการณ์ได้ทุกอย่าง ปลอดภัย รักษาได้ ไม่ต้องห่วง แต่กลับเชื่อการนำเสนอของสื่อมากกว่า
อีกด้านในวิกฤตอุทกภัย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ได้รับการสนับสนุนไม่น้อย คนที่อยู่นอกพื้นที่ไม่ถูกน้ำท่วม ต่างเห็นใจรัฐบาลเพราะในภาวะวิกฤตต้องมีรัฐบาลเพื่อใช้กลไกที่มีอยู่สู้กับภัยพิบัติ โพลที่ออกมาจึงให้กำลังใจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ท่วมท้น 9 เต็ม 10
ว่าไปแล้วถ้าไม่มีวิกฤตอุทกภัยเข้ามา รัฐบาลก็สามารถดำเนินนโยบายเชิงรุกได้เต็มที่
แต่จนถึงขณะนี้ มีการประเมินความเสียหายเบื้องต้นทั้งภาคเอกชน นิคมอุตสาหกรรม พื้นที่การเกษตร รวมแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท“ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” รมว.คลัง คาดว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือ จีดีพี ลดลงประมาณ 11.7% แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบสูงกว่านี้
หลังน้ำลดรัฐบาลจึงมีภาระหนักอึ้ง ที่ต้องช่วยเหลือภาคธุรกิจ ทั้งมาตรการผ่อนปรนภาษี ช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ 4 แสนคน จากสถานประกอบการที่ถูกน้ำท่วมขณะนี้กว่า1 หมื่นแห่ง
สถานการณ์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้สดใส มีภารกิจต้องเยียวยา ฟื้นฟูอุตสาหกรรมขนานใหญ่ สร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยยังสามารถกอบกู้สถานการณ์ให้กลับเป็นปกติ หากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่อีกครั้งในปีหน้า ก็สามารถรับมือไม่ให้เกิดผลกระทบเช่นครั้งนี้ ดังนั้น ญี่ปุ่นหรือต่างชาติไม่ต้องห่วง
แต่อย่าลืมว่า งบประมาณที่มีให้รัฐบาลใช้ก็ไม่ได้มากมาย แถมรัฐบาลยังมีภาระนำไปอัดฉีดในโครงการประชานิยมที่หาเสียงไว้ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเสนอให้รัฐบาลทบทวนโครงการหาเสียงที่ต้องใช้งบสูงเกือบ 1 แสนล้านบาทเช่น ให้ชะลอปรับขึ้นค่าจ้างข้าราชการระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือนขั้นต่ำ และ 9,000 บาท ในกลุ่มที่การศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี รวมเงินที่ใช้อย่างน้อย 2.45 หมื่นล้านบาทต่อปี การคืนภาษีรถยนต์คันแรกที่ใช้เงินภาษี 3 หมื่นล้านบาท โครงการบ้านหลังแรก 2,000 ล้านบาท และการแจกแท็บเล็ตนักเรียน 5,000 ล้านบาท กองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล ฯลฯ
ปัญหาที่รัฐบาลจะต้องเผชิญคือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก เมื่อรัฐบาลต้องใช้เงินเร่งเครื่องนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามทฤษฎีรัฐบาลยังต้องกันงบประมาณมาฟื้นฟูหลังวิกฤตอีก หากบริหารประคองสถานการณ์ไม่ดี อาจเป็นระเบิดเวลาต่อเศรษฐกิจไทย
ด้านการเมือง รัฐบาลมีวาระใหญ่หลายเรื่องที่จะเตรียมรุกคืบซึ่งจะต้องเผชิญแรงต้านหนักหน่วง เพราะต้องรื้อกติกาจากผลพวงรัฐประหาร 2549 ที่คณะนิติราษฎร์ปูทางไว้ไม่ว่าจะเป็นการจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การนิรโทษกรรมคดีความต่างๆ รวมถึงคดีทุจริตที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก2 ปี การแก้ พ.ร.บ.กลาโหม เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลโยกย้าย แต่งตั้งผู้นำเหล่าทัพได้ตามที่ต้องการ
ภาระทางเศรษฐกิจกับปัญหาเรื่องงบประมาณ ความเชื่อมั่น ปัญหาปากท้อง ถ้าแก้ไม่ดี ก็จะกระทบต่อคะแนนนิยมที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เป็นแรงส่งเพื่อรุกทางการเมืองปีหน้า ทั้งสองอย่างจึงสัมพันธ์กัน ถ้าหมดแรงส่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ลำบากยิ่ง







