posttoday
ครั้งนี้..ไม่เหมือนเดิม (เพราะ..มันแย่กว่าเดิมเสียอีก)

ครั้งนี้..ไม่เหมือนเดิม (เพราะ..มันแย่กว่าเดิมเสียอีก)

17 ตุลาคม 2554

ผมได้ดูรายการทีวีรายการหนึ่งทางช่องมันนี่แชนเนล (จำชื่อรายการไม่ได้) ในรายการดังกล่าวมีวิทยากรชื่อ วรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการการลงทุน

ผมได้ดูรายการทีวีรายการหนึ่งทางช่องมันนี่แชนเนล (จำชื่อรายการไม่ได้) ในรายการดังกล่าวมีวิทยากรชื่อ วรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการการลงทุน

โดย..วีรพงษ์ ชุติภัทร์ 

ท่านพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “This Time is Difference” แปลว่า “ครั้งนี้...ไม่ เหมือนเดิม” (ไม่มีปัญหาเหมือนอดีต) ของ Carmen M. Reinhart และ Kenneth S. Rogoff ผมฟังแล้วสนใจมาก จึงได้ไปค้นหาและอ่านหนังสือเล่มดังกล่าว ผมเองคิดว่าแนวคิดจากหนังสือเล่มดังกล่าวดีมาก...ซึ่งต้องขอขอบพระคุณ วรวรรณ มา ณ โอกาสนี้ด้วย นอกจากนั้นก็อยากจะถ่ายทอดให้กับคุณผู้อ่านได้ทราบด้วยดังนี้ครับ

หนังสือเล่มนี้เริ่มจากการเล่าถึงการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก ที่คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าโลกนี้น่าจะดีขึ้น และจะไม่มีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา เพราะ

1.นักธนาคารและนักเศรษฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 ส่วนใหญ่ต่างพากันทำนายว่า “สงคราม” จะไม่เกิดขึ้นอีก และในอนาคต... เศรษฐกิจของโลกจะมีเสถียรภาพมากขึ้น

2.ระหว่างปี 2003-2007 นายธนาคารและผู้ที่เกี่ยวข้องต่างพากันคาดการณ์ว่า การที่ราคาบ้านในสหรัฐมีราคาเพิ่มขึ้นโดยตลอด และตัวเลขหนี้อสังหาริมทรัพย์ก็สูงขึ้นเช่นกัน เป็นสิ่งที่ปกติ ทั้งๆ ที่ทั้งสองตัวนั้นได้เป็นตัวบอกเหตุล่วงหน้า...ถึงภาวะฟองสบู่ที่ได้ก่อให้เกิดวิกฤตซับไพรม์ตามมาในปี 2008

ครั้งนี้..ไม่เหมือนเดิม (เพราะ..มันแย่กว่าเดิมเสียอีก)

 

3.ภาระหนี้สาธารณะ (Sovereign Debts) และการผิดนัดชำระหนี้สาธารณะ (Sovereign Defaults) เป็นเรื่องปกติของระบบทุนนิยม

ในอดีตที่ผ่านมา โลกใบนี้ได้ผ่าน “วิกฤตเศรษฐกิจ” มานับครั้งไม่ถ้วน โดยเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่พอจะอยู่ในความทรงจำของของพวกเราบ้างคือ เหตุการณ์มหาวิกฤตเศรษฐกิจช่วงปี 1930-1935 ในสหรัฐ เหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศโลกที่สามในปี 1980-1985 เหตุการณ์เศรษฐกิจแทบจะล่มสลายในเอเชีย (บางคนเรียกว่าวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง เพราะเกิดในประเทศไทยเป็นแห่งแรก) ในปี 1997 และมาถึงหลังสุดคือ วิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐ ในปี 2008

ก่อนเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ก็มักจะมีคนออกมาเตือนว่าภาวะฟองสบู่กำลังจะเกิด...และเศรษฐกิจกำลังจะแย่ แต่ก็จะมีหลายคนที่ออกมาแย้งว่า “ครั้งนี้...ไม่เหมือนเดิม” มันจะไม่แย่เหมือนที่ผ่านมา และในที่สุดก็เกิด...วิกฤตเศรษฐกิจขึ้นจนได้

ในสหรัฐก่อนวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 พบว่าภาระหนี้สินในครัวเรือนเพิ่มขึ้น โดยในปี 1993 ภาระหนี้สินครัวเรือนต่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) อยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2003 อยู่ที่ 120% และในปี 2006 ขยับขึ้นมาจนถึง 130% ตัวเลขดังกล่าวแสดงว่า ภาระหนี้สินของครอบครัวในสหรัฐในระยะเวลาเพียง 10 ปีเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เช่นเดิมทุกคนต่างพูดว่า “ครั้งนี้...ไม่เหมือนเดิม” เรา (ชาวอเมริกัน) จะไม่พบกับวิกฤตเศรษฐกิจอีก เพราะ

1.สหรัฐเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังมีเครื่องมือทางการเงินที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย

2.ประเทศกำลังพัฒนาต่างส่งเงินเข้ามาเพื่อซื้อพันธบัตรสหรัฐ เพราะว่าเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยที่สุดในโลก (Safe Haven)

2.บริบทของโลกเปลี่ยนไปแล้ว ทุกคนจะยอมมีภาระหนี้มากขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ประธานธนาคารกลางของสหรัฐในเวลานั้น อลัน กรีนสแปน ก็มั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงดีอยู่ แม้ว่าตัวเลขการขาดดุลงบประมาณและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดก็ตาม

ในบรรดานักเศรษฐศาสตร์ในเวลานั้นมีเพียง พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลที่กล้าออกมาเตือนว่าภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นโดยตลอดของสหรัฐนั้น จะเป็นภาวะที่ไม่ยั่งยืนและความเสียหายต่างๆ ก็จะปรากฏขึ้นในเร็ววัน จนในที่สุดปัญหาวิกฤตซับไพรม์ก็ปะทุขึ้นในสหรัฐในปี 2008 จนนำไปสู่ภาวะตกต่ำครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐจนถึงปัจจุบัน และยังนำไปสู่การล่มสลายของบริษัทวาณิชธนกิจชื่อก้องโลกอย่าง เลห์แมน บราเธอร์ส

ในหนังสือเล่มดังกล่าวยังได้แนะนำวิธีการหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจไว้ด้วยกันสองประการ คือ ประการที่หนึ่ง ก่อนการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจจะมีสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงภาวะวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น การเพิ่มขึ้นของราคาบ้านอย่างรวดเร็ว จะมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดวิกฤตในธนาคารและสถาบันการเงิน แม้ว่าสัญญาณเหล่านี้จะแสดงได้อย่างไม่ชัดเจนนัก แต่เราก็ควรที่จะสังวรถึงสัญญาณต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดวิกฤตดังกล่าวได้

ประการที่สอง เมื่อแนวความคิด “ครั้งนี้...ไม่เหมือนเดิม” (จะไม่มีปัญหาเหมือนอดีต) เข้าครอบงำความคิดของคนส่วนใหญ่แล้ว กระแสการไหลเข้าออกของเงินตราต่างชาติก็มักจะแสวงหาช่องโหว่ที่จะทำให้เงินเหล่านี้ไหลเข้าออกได้เป็นจำนวนมากๆ และจะนำไปสู่การก่อหนี้จำนวนมากๆ ตามมา หลังจากนั้นปัญหาทางการเงินก็จะเริ่มก่อตัว...และนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในที่สุด

ดังนั้น การบังคับใช้กฎระเบียบในการเคลื่อนย้ายเงินต่างชาติจึงมีความสำคัญมาก และจะต้องดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในบางเวลา...ทุกๆ คนจะคิดว่า “ครั้งนี้...ไม่เหมือนเดิม” (ไม่มีปัญหาเหมือนอดีต) ก็ตาม ผู้บริหาร ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เกี่ยวข้องทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาสัญญาณเตือนทุกอย่างโดยละเอียดจนพร้อมที่จะออกนโยบายและระเบียบต่างๆ ที่จะมารองรับการป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจนั้นๆ ให้ได้

ทำให้นึกถึงคำพูดของนักแสดงญี่ปุ่นที่ชื่อ Pat Morita ที่แสดงเป็นลุงมิยากิในหนังเรื่อง “The Next Karate Kid” ที่พูดไว้ว่า “Ambition without knowledge is like a boat on dry land.” แปลตามความได้ว่า “ความทะเยอทะยานที่ปราศจากความรู้... ก็เหมือนเรือที่อยู่บนบก” ผู้นำประเทศต่างๆ จึงควรตระหนักไว้ว่า ความทะเยอทะยานที่จะนำพาประเทศให้ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องมีการศึกษาหาความรู้อย่างถ่องแท้ เพื่อที่จะหาทางรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะพบกับความสำเร็จดังกล่าว

ทุกวันนี้...เราจึงมักจะพบแต่ผู้นำที่ชอบบอกกับทุกคนว่า “ครั้งนี้...ไม่เหมือนเดิม” (ไม่มีปัญหาเหมือนอดีต) แต่ในความเป็นจริงเรากลับพบว่า “ครั้งนี้...ไม่เหมือนเดิม” จริงๆ เพราะ...มันแย่กว่าเดิมเสียอีก

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เบรนท์ฟอร์ด พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เบรนท์ฟอร์ด พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69