
ภัยธรรมชาติหายนะเศรษฐกิจที่โลกต้องไม่มองข้าม
ซ้ำซาก” ดูจะเป็นคำพูดที่ดีที่สุดในการนิยามสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับโลกในช่วงไม่กี่ปีนี้
ซ้ำซาก” ดูจะเป็นคำพูดที่ดีที่สุดในการนิยามสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับโลกในช่วงไม่กี่ปีนี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เพราะภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล้วนมาจากอิทธิพลของพายุและลมมรสุมตามฤดูกาลที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เช่นเดียวกันกับพายุเฮอริเคนไอรีนในสหรัฐ
ยกเว้นก็แต่เหตุมหันตภัยขนาดใหญ่อย่างแผ่นดินไหวในนิวซีแลนด์ และเหตุธรณีพิบัติภัยสึนามิถล่มในญี่ปุ่น จนทำให้สารกัมมันตรังสีจากโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ที่น่าจะถือเป็นปัจจัยพิเศษจากธรรมชาติที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้จริงๆ
สำหรับสาเหตุที่ต้องเกริ่นคำว่าซ้ำซากขึ้นมานั้น ก็เป็นเพราะว่า แม้จะเกิดขึ้นทุกปี แต่ประเทศต่างๆ ไล่เรียงตั้งแต่ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ไทย หรือแม้กระทั่งสหรัฐ ก็ยังคงไม่มีมาตรการในการรับมือและจัดการปัญหาเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ
จะมีก็แต่แนวทางการแก้ไขที่คิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาแบบเอาตัวรอดเฉพาะหน้า พลิกแพลงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น
ขณะที่อีกเรื่องที่ต้องยอมรับก็คือว่า อิทธิฤทธิ์ของลมมรสุมพายุเหล่านี้ ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี
เรียกได้ว่า มากเพียงพอหรือเกินพอจนส่งผลกระทบเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ คิดเป็นมูลค่าในปริมาณที่มากมายมหาศาล
กระนั้นก็ตาม บรรดาผู้นำในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ยังมองไม่เห็นว่าเป็นวาระสำคัญแห่งชาติที่จะต้องรวมเข้าไปอยู่ในการพิจารณาแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในฐานะปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะต้องมีการจัดตั้งงบประมาณขึ้นมาก้อนหนึ่งเพื่อชดเชย หรือเป็นหลักประกันให้อุ่นใจ
อาจเรียกได้ว่า เอเชียไม่ค่อยจะกระตือรือร้นกับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติเท่าไรนัก ทั้งๆ ที่ขณะนี้ภัยพิบัติทางธรรมชาติถือเป็นปัจจัยเสี่ยง ที่เริ่มทวีดีกรีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน
ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงานขององค์กรที่เฝ้าระวังและติดตามภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติเฉลี่ยปีละ 350-550 ครั้งต่อปี โดยแต่ละครั้งก็จะทวีสร้างความเสียหายหนักขึ้นเรื่อยๆ และความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบเอเชีย จนทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคสะดุดอยู่บ่อยครั้ง
ขณะที่ธนาคาร “คอมมอนเวลท์ แบงก์” ของออสเตรเลีย ระบุว่า ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเริ่มมีความถี่มากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ โดยเว้นระยะจากปีต่อปี เป็นเดือนต่อเดือน และความถี่ของภัยธรรมชาติที่กระชั้นเข้ามา เป็นสิ่งที่ธนาคารคอมมอนเวลท์ แบงก์ ระบุว่า อันตรายอย่างที่สุด เพราะประเทศที่เผชิญไม่มีเวลาฟื้นฟูได้ทัน
เปรียบได้กับคนเจ็บหนักที่โดนกระทืบซ้ำเข้าที่แผลเดิม แทนที่จะหายในระยะเวลาอันสั้น ก็กลายเป็นว่า ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มนานกว่าเดิม
เช่นเดียวกับเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อผู้นำหรือรัฐบาลไม่คิดว่าภัยธรรมชาติเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องนำขึ้นมาถกเป็นวาระแห่งชาติเพื่อหามาตรการมารองรับ
ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาจริงๆ ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็กินเวลายาวนานเกินความจำเป็น
ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีให้หลังนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ล้านหรือสองล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่ได้ขยับขึ้นเหยียบพันล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว
ที่เลวร้ายไปกว่านั้น พายุที่เกิดขึ้นบางส่วนก็ดันเป็นพายุที่มาแบบไม่ได้คาดหวัง หรือเรียกว่า ไม่ตรงกับช่วงหน้ามรสุมตามที่ควรจะเป็น
เฉพาะในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาเดือนเดียว บริษัทประกันระดับโลก อย่างเอออน เบนฟิลด์ รายงานว่า มรสุมที่เกิดขึ้นในเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ปากีสถาน กัมพูชา และไทย ซึ่งปกติไม่ใช่ช่วงหน้ามรสุม ได้สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.17 แสนล้านบาท)
เอออน เบนฟิลด์ ได้อ้างถึงรายงานของกระทรวงกิจการพลเรือนของจีน เปิดเผยว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักจนก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ปริมาณน้ำในแม่น้ำเอ่อล้น และโคลนถล่มใน 9 มณฑล ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 4,250 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งคาดการณ์ว่า น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในอินเดียบริเวณรัฐโอริสสา อุตตรประเทศ และพิหาร สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับไต้ฝุ่นเนสาด ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักในฟิลิปปินส์ จีน และเวียดนาม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมถึง 1,390 ล้านเหรียญสหรัฐ
พายุไซโคลนโรคีและทาลัสในญี่ปุ่น ก็ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเสียหายมากเพิ่มขึ้นอีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนน้ำท่วมในไทยเมื่อเดือน ก.ย. ต่อเนื่องมาจากเดือน ส.ค. คิดเป็นมูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้นประมาณ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ
จาเวด ฮุสเซน เมียร์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันบริเวณประเทศแถบอินโดจีน ได้แก่ กัมพูชา เวียดนาม และไทย อาจจะต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูอย่างน้อย 2,000-3,000 ล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว
ขณะเดียวกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มีสิทธิลดลง 1%
ด้านศูนย์ตรวจสอบสภาพภูมิอากาศและทะเลวิทยาของสหรัฐ ได้ประเมินล่าสุดแล้วว่า สภาพอากาศที่แปรปรวนและเลวร้ายเฉพาะในปี 2554 นี้ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับประเทศแล้วถึง 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐโดยนับรวมทั้งทอร์นาโด เฮอริเคน น้ำท่วม และไฟป่า แต่ยังไม่นับรวมพายุเฮอริเคนไอรีน
มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐที่กล่าวมานี้ ยังไม่นับรวมผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจอื่นๆ ที่จะตามมาซ้ำเติมอีก
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2552 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2554 ที่ผ่านมา รัฐควีนส์แลนด์ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย ต้องเผชิญหน้ากับเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์
เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2552 ในเดือน ม.ค.ก.พ. ควีนส์แลนด์ต้องผจญกับภัยน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่ในเดือน มี.ค. 2553 ควีนส์แลนด์ก็ต้องเจอกับภัยน้ำท่วมใหญ่อีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐ และต้องพบกับพายุไซโคลนเข้าถล่มอีก ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2554 จนรัฐบาลต้องประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติ
ภัยธรรมชาติระลอกแล้วระลอกเล่าที่เกิดขึ้นนี้ สร้างความเสียหายให้กับประเทศออสเตรเลียมากหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ
จากรายงานของคอมมอนเวลท์ แบงก์ ระบุว่า พลเรือนของออสเตรเลียต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติในแต่ละครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหารายได้ที่หายไปจากกระเป๋าให้ได้เทียบเท่ากับก่อนเกิดเหตุภัยพิบัติอย่างน้อย 6-18 เดือน
ในช่วงระยะเวลาฟื้นฟูนี้ ประชาชนออสเตรเลียหลายคนต้องอยู่ในสภาพว่างงาน และต้องอาศัยเงินช่วยเหลือจากรัฐเป็นหลัก รวมถึงขอความช่วยเหลือจากเอกชนในการสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาใหม่
เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างค่อนข้างจะขัดสน การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศก็ชะลอตัวลง เพราะไม่มีการใช้จ่าย ขณะที่รัฐบาลเองก็ต้องทุ่มเทเวลาให้กับการช่วยเหลือเยียวยาคนในประเทศให้กลับสู่ภาวะปกติให้ได้โดยเร็ว ก่อนที่จะหันไปพัฒนาเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ
เรียกได้ว่า เป็นการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ประเทศเจริญรุดหน้า
ทั้งนี้ ตัวอย่างของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติของควีนส์แลนด์ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ แบงก์ ออฟ ควีนส์แลนด์ ที่เพิ่งจะประกาศเมื่อไม่นานมานี้ว่า ผลกำไรสุทธิของธนาคารลดลงถึง 13% มาอยู่ที่ 158.7 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสาเหตุมาจากธนาคารมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากเดือน ส.ค. ในปีก่อนหน้า
และหนี้เสียที่เกิดขึ้นก็มาจากบุคคลธรรมดาที่ขอกู้เงิน แต่ไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ เพราะต่างก็เผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติที่ทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว ขณะเดียวกันก็ยากที่จะฟื้นตัว แค่ลำพังอาศัยเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล และธนาคารเองก็ไม่อยากจะเสี่ยงให้กู้เพิ่มเติมในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังซบเซา
นอกจากนี้ ภัยพิบัติทางธรรมชาติยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตร ที่ยังผลให้ราคาอาหารในตลาดโลกปรับตัวแพงขึ้น เนื่องจากความวิตกกังวลว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารจะขาดแคลน
ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเริ่มออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแต่ละประเทศคำนึงถึงความเสี่ยงจากปัจจัยธรรมชาติที่จะมีต่อเศรษฐกิจของประเทศให้มากขึ้น
เพราะแม้จะไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำล่วงหน้าว่าจะเกิดหรือไม่เกิด แต่การผลักดันให้เตรียมตัวรับมือล่วงหน้า ก็จะช่วยให้สามารถลดความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรบุคคลให้เหลือน้อยที่สุดได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะรับทราบดีถึงผลกระทบร้ายแรงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นอย่างดี และมีตัวอย่างบ้านใกล้เรือนเคียงให้เห็นแล้ว แต่รัฐบาลในแต่ละประเทศเองก็ยังมีทีท่าแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว ในแง่ที่ว่า ไม่ใส่ใจจริงจัง หรือมีการผลักดันใดๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน
เห็นได้จากเมื่อมีการพูดถึงการคาดการณ์ปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละไตรมาส หรือในแต่ละปี ของแต่ละประเทศ ปัจจัยเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติแทบจะไม่มีการเอ่ยถึงเลยสักครั้ง
หรือถ้าจะอ้างถึงบ้าง ก็มักจะรั้งท้ายสุด หรือมีหลังจากที่ได้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงครั้งใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว
พูดได้ว่า ผู้บริหารของแต่ละประเทศมัวแต่ให้ความสนใจที่จะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ จนละเลยปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มาจากน้ำมือของธรรมชาติ
ทั้งๆ ที่ภัยธรรมชาติกำลังแรงขึ้นๆ อยู่เช่นในทุกวันนี้
สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (โอชา) ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย แปซิฟิก ที่มักจะเกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง จะต้องมีมาตรการจัดการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างจริงจัง
ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของการป้องกันและให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนภายในประเทศเมื่อเกิดภัยพิบัติ แต่ต้องรวมถึงการหามาตรการเพื่อรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมา
และควรอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นแผนแม่แบบในระยะยาวที่ครอบคลุมทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพราะท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่แปรปรวน การหวังพึ่งความช่วยเหลือจากองค์การระหว่างประเทศค่อนข้างจะเป็นความคิดที่ประมาทมากเกินไป
หรือหากรอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยแก้ไข ก็ถือว่าสายเกินไปเช่นกัน
หากว่ายังรีรอ ลังเลต่อปัจจัยเสี่ยงทางภัยธรรมชาติต่อไป สิ่งนี้อาจเป็นหมัดเด็ดจัดหนักที่อาจน็อกเอาต์เศรษฐกิจของประเทศหนึ่งๆ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก รวยหรือจน ได้อย่างชะงัดนัก
ลองดูญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง !







