
แผนขัดขายกเครื่องระบบการเงิน รัพับลิกันเปิดสึกยื้อเดโมแครต
...ทีมข่าวต่างประเทศ
นับตั้งแต่รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจนครบปีมาระยะหนึ่ง ดูเหมือนว่านายบารัก โอบามา จะประสบกับอุปสรรคมากมายกว่าที่เคยคาดคิด แม้จะพยายามผลักดัน
“ความเปลี่ยนแปลง” ตามคำมั่นสัญญา แต่ความเปลี่ยนแปลงกลับเกิดขึ้นเพียงน้อยนิด เพราะต้องเผชิญกับสิ่งกีดขวาง และผู้ขัดขวางนับไม่ถ้วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามที่จะยกเครื่องระบบการเงินสหรัฐ ซึ่งถือเป็นวาระการเปลี่ยนแปลงแรกๆ ที่นายโอบามาให้ความสำคัญที่สุด
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบการเงินสหรัฐเงียบหายไปพักใหญ่เนื่องจากความไม่ลงรอยระหว่าง 2 พรรคที่ร่วมคณะกรรมาธิการเดียวกัน แต่ความสนใจในเรื่องนี้หวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อนายโอบามาตั้งเป้างบประมาณขาดดุลในปีนี้ในระดับที่รุนแรงกว่าเดิม
มิหนำซ้ำ อีกฟากของมหาสมุทรแอตแลนติก สหภาพยุโรป (อียู) กำลังสาละวนกับการสะสางวิกฤตการเงินของกรีซ ซึ่งมีรากเหง้าของปัญหาเดียวกับสหรัฐ นั่นคือ ภาวะขาดดุลรุนแรง
ภาวะขาดดุล คือฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนประธานาธิบดีสหรัฐอย่างไม่หยุดหย่อน
ด้วยเหตุนี้ จึงมีปฏิกิริยาล่าสุดจากนายโอบามา และยังเป็นปฏิกิริยาที่ขึงขังเป็นพิเศษ เพราะเป็นการออกคำสั่ง หรือ Executive Order ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเต็มที่ ในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 2 พรรค เพื่อแก้ปัญหาการเงินการคลังของประเทศ
แม้จะเป็นคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อสะสางปัญหาขาดดุลมหึมา อันเป็นเรื่องเป็นเรื่องตายของประเทศ แต่จนแล้วจนรอดพรรครีพับลิกันก็ยังมีแนวโน้มที่จะไม่ลงรอยกับพรรคเดโมแครตที่เข้ามาร่วมคณะกรรมาธิการเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ ผู้นำสหรัฐจึงต้องใช้ Executive Order ในการกดดันให้สภาคองเกรสยอมรับร่างกฎหมายปฏิรูปงบประมาณ เพื่อแก้ปัญหาหนักอกทางการเงิน ในฐานะที่ปัญหาขาดดุลเป็นภาระของรัฐบาลโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐไม่อาจใช้ Executive Order ในการกดดันสภาคองเกรสเพื่อผ่านความเห็นชอบต่อแผนปฏิรูประบบการเงินได้ เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับอำนาจการบริหารของรัฐบาล แต่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชนเป็นหลัก และมีหน่วยงานดูแลที่ไม่ขึ้นต่อรัฐบาลอีกมากมาย
ด้วยเหตุนี้ชะตากรรมของแผนปฏิรูปการเงินของโอบามาจึงค้างเติ่งอยู่บนโต๊ะพิจารณา ขณะที่สมาชิกของทั้งสองพรรคโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน
เมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว วุฒิสมาชิก คริสโตเฟอร์ ดอดด์ ประธานคณะกรรมาธิการธนาคารจากพรรคเดโมแครต เสนอร่างแผนการปฏิรูปที่มีรายละเอียดเพิ่มจากที่เสนอโดยผู้นำสหรัฐ โดยร่างแผนการใหม่จะปลดอำนาจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และสำนักงานรับประกันเงินฝากแห่งชาติ ในการดูแลระบบการเงิน เพื่อที่จะโอนอำนาจไปให้หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ส่งผลให้หน่วยงานดังกล่าวมีอำนาจควบคุมระบบการเงินสูงมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิก ริชาร์ด เชลบี จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งร่วมคณะกรรมาธิการเดียวกัน กลับแย้งว่า ร่างแผนการยังมีช่องโหว่และเป็นการผลักดันที่เร็วเกินไป ขณะที่วุฒิสมาชิกบ็อบ คอร์เกอร์ จากพรรครีพับลิกันเช่นกันโจมตีว่า แผนการปฏิรูปจะก่อให้เกิดความโกลาหลต่อโลกการเงิน
คำถามก็คือเหตุใดพรรครีพับลิกันจึงพยายามขัดขวางพยายามปฏิรูปของรัฐบาลโอบามา?
มีเหตุผล 2 ประการ คือ แผนปฏิรูประบบการเงินของรัฐบาลสหรัฐมีช่องโหว่ที่ไม่อาจยอมรับได้ และประการที่สอง หากพรรครีพับลิกันปล่อยให้ร่างปฏิรูปผ่านโดยง่ายจะกลายเป็นเครดิตทางการเมืองอย่างมหาศาลต่อนายโอบามา
ด้วยเหตุผลบางประการพรรครีพับลิกันจึงผลักดันข้อเสนอของตัวเองเพื่อใช้ปะทะกับร่างแผนการของพรรคเดโมแครตโดยเฉพาะ แต่หากจะเปรียบเทียบทั้งสองแผนจะพบว่า มีจุดที่น่ากังขาหลายประการ โดยเฉพาะแผนของฝ่ายรีพับลิกัน
แผนการของพรรคเดโมแครตเสนอให้รัฐบาลยุติมาตรการพยุงธุรกิจขนาดใหญ่ด้วยเหตุผลที่ว่า ธุรกิจเหล่านั้นมีความสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้ล้มละลายได้ หรือ Too Big to Fail
มีการเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานอิสระพร้อมคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในระบบการเงินจากการลงทุนโดยธุรกิจการเงินขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน
รวมถึงตั้งระเบียบด้านความโปร่งใสและช่องทางการตรวจสอบที่ปรึกษา โบรกเกอร์ และนักลงทุนทางการเงินให้มีความเข้มงวดยิ่งขึ้น
ขณะที่แผนการของพรรครีพับลิกันกลับเสนอให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินที่มีปัญหาต่อไปในระดับหนึ่ง ด้วยการแก้ไขกฎหมายล้มละลายเพื่อรองรับประเด็นนี้โดยเฉพาะ ท่าทีเช่นนี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับข้อเสนอของเดโมแครตที่ต้องการยุติความช่วยเหลือใดๆ ต่อสถาบันการเงิน
นอกจากนี้ พรรครีพับลิกันยังเสนอให้ปรับโครงสร้างระเบียบทางการเงินไม่ให้มีความซ้อนเหลื่อมกันระหว่างหน่วยงานตรวจสอบระบบการเงินอื่นๆ ซึ่งข้อเสนอนี้กลับซ้อนเหลื่อมกับข้อเสนอของเดโมแครตที่จะแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาด โดยจัดตั้งหน่วยงานตรวจสอบโดยตรงหน่วยงานเดียว ข้อเสนอของรีพับลิกันในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น
ไม่เพียงเท่านั้น พรรครีพับลิกันเสนอให้ปรับใช้มาตรการต่อต้านการฉ้อโกงที่มีอยู่แล้ว โดยไม่เสนอให้มีการเพิ่มมาตรการใหม่ๆ
จะเห็นได้ว่าข้อเสนอของพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับการปฏิรูประบบการเงินนั้น หากไม่ซ้ำซ้อนกับพรรคเดโมแครตแล้ว ก็มักจะเป็นการขยายมาตรการเดิมที่มีอยู่แล้ว จนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูป
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ยากที่จะมองว่าการตั้งป้อมคัดค้านของพรรครีพับลิกันเป็นการคัดค้านที่ไม่ก่อประโยชน์มากนัก เพราะไม่เพียงไม่ใช่การชี้ช่องโหว่เท่านั้น แต่ยังกลับนำข้อเสนอของฝ่ายตรงข้ามมาดัดแปลงสำนวนโวหารเสียใหม่ เพื่อหวังผลทางการเมือง
แต่แม้จะเผชิญกับการตั้งแง่ของพรรครีพับลิกัน แต่ประธานาธิบดีสหรัฐยังมีความพยายามผลักดันแผนปฏิรูปที่ทั้งสองพรรคเห็นพ้องต้องกันให้ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงให้การสนับสนุนคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่างแผนการต่อไป โดยวุฒิสมาชิกดอดด์ยังคงนั่งเป็นประธานฝ่ายเดโมแครต ขณะที่ฝ่ายรีพับลิกันมีวุฒิสมาชิกคอร์เกอร์เป็นตัวแทน
ท่าทีของนายโอบามาคล้ายกับว่า หากคณะกรรมาธิการร่วมไปไม่รอดอีกก็จะฟอร์มทีมใหม่เพื่อสานต่อความพยายามต่อไป ท่าที
“ตื๊อ” เช่นนี้ แม้แต่ฝ่ายรีพับลิกันเองยังเริ่มแสดงท่าทีโอนอ่อนผ่อนตาม โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันในคณะกรรมาธิการร่วมคาดหวังว่าถึงที่สุดแล้วจะสามารถบรรลุข้อตกลง และผ่านร่างร่วมกันได้ การปรับเปลี่ยนท่าทีเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นความคืบหน้าในด้านบวกสำหรับนายโอบามาแม้จะเป็นความคืบหน้าเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็เป็นความคืบหน้าที่มาถูกทางแล้ว







