
ศอส.เตือนจว.ล่างเขื่อนภูมิพลรับน้ำล้น
ศอส.ชี้น้ำยังท่วมหนักหลายพื้นที่ เตือนภาคกลางอ่วม! ถึงสิ้นเดือน ต.ค.
ศอส.ชี้น้ำยังท่วมหนักหลายพื้นที่ เตือนภาคกลางอ่วม! ถึงสิ้นเดือน ต.ค.
เมื่อวันที่ 7 ต.ค.นายพระนาย สุวรรณรัฐ รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม (ศอส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 28 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด ลำปาง เลย นครราชสีมาและบุรีรัมย์ รวม 212 อำเภอ 1,523ตำบล 11,268 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 826,749 ครัวเรือน 2,696,521 คน ผู้เสียชีวิต 252 ราย สูญหาย 3 ราย พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 7,528,805 ไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยง สัตว์น้ำ บ่อปลา 105,963 บ่อ สัตว์ได้รับผลกระทบ 8,511,689 ตัว น้ำท่วมเส้นทางไม่สามารถสัญจรผ่านได้รวม 208 สาย แยกเป็น ทางหลวง 54 สาย ใน 14จังหวัด ทางหลวงชนบท 154 สาย ใน 28 จังหวัด
สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำต่าง ๆ นั้น นายพระนายกล่าวว่า ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำสะแกกรัง สถานการณ์น้ำอยู่ในระดับทรงตัว ขณะที่ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 4,596 ลบ.ม./วินาที เขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณไหลผ่าน 3,619 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำไหลผ่านที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3,567 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำใน 10 จังหวัดที่อยู่ริมแม่น้ำ ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ปทุมธานี และนนทบุรี
ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำล้นตลิ่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์มี เขื่อนแควน้อย มีปริมาณน้ำเกือบเต็มความจุ 99 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 135 เปอร์เซ็นต์
นายพระนาย กล่าวเตือนว่า ในระยะนี้ร่องฝนเลื่อนตัวพาดผ่านพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และภาคตะวันออก ทำให้พื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน ใน 6 จังหวัด ได้แก่ ตาก ที่ อ.แม่ระมาด อ.แม่สอด กำแพงเพชร ที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี อ.คลองลาน ราชบุรี ที่ อ.สวนผึ้ง อ.บ้านคา เพชรบุรี ที่ อ.หนองหญ้าปล้อง จันทบุรี ที่ อ.ขลุง อ.เขาคิชฌกูฏ ตราด ที่ อ.บ่อไร่ อ.เกาะช้าง เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในระยะนี้ไว้ด้วย
นายพระนายกล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำ พบว่า สถานการณ์ในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างยังวิกฤต เนื่องจากระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และยังมีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลวันละกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่พื้นที่ดังกล่าวมีสถานการณ์น้ำท่วมขังอยู่แล้ว คาดว่ามวลน้ำจากเขื่อนภูมิพล จะไหลมาสมทบกับมวลน้ำเดิมในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างในระยะ 7 วันข้างหน้า ส่งผลให้สถานการณ์น้ำล้นตลิ่งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวันที่ 13 – 17 ต.ค.โดยมวลน้ำสูงสุด วันที่ 15- 17 ตุลาคม 2554 และจะไหลลงมาอีก ช่วงวันที่ 26 – 31 ต.ค.โดยมวลน้ำสูงสุดวันที่ 29-30 ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงและมีน้ำเหนือไหลมาสมทบ หากมีฝนตกหนัก จะทำให้สถานการณ์น้ำล้นตลิ่งรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ในวันที่ 13 และ 14 ต.ค.ปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์จะสูงถึง 5,500 ลบ.ม./วินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในช่วงวันที่15-16 ต.ค. สูงถึง 4,100 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้ระดับน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี อ่างทอง สระบรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี โดยเฉพาะลพบุรีและพระนครศรีอยุธยา จะขยายวงกว้าง และระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากปริมาณน้ำฝนและน้ำเหนือที่ไหลมาสมทบในช่วงดังกล่าว ศอส. จึงได้กำชับให้จังหวัดพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำเจ้าพระยาและภาคกลางตอนล่างเตรียมพร้อมรับมือภาวะน้ำล้นตลิ่งเข้าขั้นวิกฤติ







