
รื้อรถคันแรกผลิตนอกลุ้น
กรมสรรพสามิตเสนอ ครม.เพิ่มเงื่อนไขรถคันแรก เปิดทางให้รถผลิตนอกและรถเกิน 1500 ซีซี หลังผู้ประกอบการจ้องฟ้องไม่เลิก
กรมสรรพสามิตเสนอ ครม.เพิ่มเงื่อนไขรถคันแรก เปิดทางให้รถผลิตนอกและรถเกิน 1500 ซีซี หลังผู้ประกอบการจ้องฟ้องไม่เลิก
นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในวันที่ 11 ต.ค.นี้ จะเสนอเรื่องมาตรการรถคันแรกให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) สรุปความชัดเจนอีกครั้ง เนื่องจากมีผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ต่างประเทศเตรียมยื่นฟ้อง ภายหลังจากรัฐบาลยืนยันว่าจะให้สิทธิรถยนต์ที่ประกอบภายในประเทศเท่านั้น ที่สามารถเข้าร่วมมาตรการรถยนต์คันแรกได้
นอกจากนี้ ยังจะเสนอให้พิจารณาเกี่ยวกับการไม่จำกัดขนาดเครื่องยนต์ จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 1500 ซีซี โดยกำหนดราคารถยนต์ไม่เกิน 1 ล้านบาทเท่านั้น
ทั้งนี้ มาตรการรถยนต์คันแรกมีผลบังคับมาตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. 2554 โดยก่อนหน้านี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง ได้ทำเรื่องเสนอ ครม.เพิ่มเงื่อนไขไม่จำกัดขนาดเครื่องยนต์ และให้รถนำเข้าได้สิทธิจากมาตรการด้วย
อย่างไรก็ตาม นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ได้ยับยั้งเรื่องดังกล่าว ทำให้การแก้ไขปัญหายังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
นางเบญจา กล่าวว่า กรมอยู่จัดทำเงื่อนไขเกี่ยวกับการผ่อนผันการโอนรถยนต์ก่อน 5 ปี ให้กับกลุ่มธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ (ไฟแนนซ์) ที่ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ซื้อรถยนต์คันแรก โดยจะนำเข้าหารือกับนายบุญทรง ก่อนนำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า จะได้มีความชัดเจนก่อนที่กรมจะจัดงานเปิดตัวมหกรรมรถคันแรกระหว่างวันที่ 1114 ต.ค.นี้ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานเปิดงาน
ด้าน นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า มาตรการบ้านหลังแรกว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการบ้านหลังแรกใน 2 ส่วน คือมาตรการด้านสินเชื่อ 0% นาน 3 ปี ให้กับคนที่ซื้อบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท กับมาตรการทางด้านภาษีที่ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่เกิน 10% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อ แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท และหลังจากนี้รัฐบาลจะไม่มีการพิจารณาเรื่องการลดค่าธรรมเนียมการโอนให้อีก เพราะถือว่ามีการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือคนที่ต้องการซื้อบ้านหลังแรกมากพอแล้ว
นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เหตุผลที่มาตรการสินเชื่อช่วยคนมีรายได้ซื้อบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท เพราะประเมินแล้วว่าคนกลุ่มนี้มีรายได้ประมาณเดือนละ 1 หมื่นบาท จึงไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาษี
เบื้องต้นเชื่อว่าคนที่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ 70% เป็นคนที่อยู่ในต่างจังหวัดสามารถกู้เงินเพื่อปลูกบ้านบนที่ดินตัวเองได้ รวมถึงกลุ่มคนที่ซื้อบ้านเอื้ออาทร และเตรียมโอนได้ภายในปี 2555
นอกจากนี้ ยังเป็นคนที่ต้องการซื้อบ้านมือสองที่เป็นทรัพย์สินรอการขายของ ธอส. ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 6,000 ยูนิต เป็นเงิน 2,500 ล้านบาท แยกเป็นทรัพย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ 1,500 ยูนิต มูลค่า 500 ล้านบาท ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในต่างจังหวัด
สำหรับเงื่อนไขการขอสินเชื่อต้องเป็นคนที่พิสูจน์ได้ว่าไม่เคยมีบ้านหรือเป็นเจ้าบ้านมาก่อน คนที่เคยกู้ร่วมสามารถยื่นกู้ใหม่ได้ ส่วนวงเงินสินเชื่อจะยึดจากสัญญาซื้อขายเป็นหลัก และในระยะเวลาที่ผ่อนสินเชื่อ 7 ปี ห้ามรีไฟแนนซ์หรือโป๊ะเงินต้นสามารถผ่อนได้สูงสุด 2 เท่า ของค่างวดในแต่ละเดือนเท่านั้น
นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังยอมให้ ธอส.ลดเงินนำส่งรายได้เข้าคลังปีละ 800 ล้านบาท จากปกติที่ ธอส.ส่งรายได้เข้าคลังปีละ 3,000 ล้านบาท จึงถือว่าการทำโครงการนี้จะไม่กระทบกับผลดำเนินงาน ซึ่งในปี 2554 ธนาคารตั้งเป้าหมายกำไร 6,700 ล้านบาท แต่ขณะนี้คาดว่ากำไรปีนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 7,200 ล้านบาท







