
ไฟสุมขอนในวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลมองข้าม
นับแต่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบพรรคเดียว ได้จำนวน สส.เกินกึ่งหนึ่งถึง 265 คน
นับแต่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบพรรคเดียว ได้จำนวน สส.เกินกึ่งหนึ่งถึง 265 คน
โดย.. ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
นับแต่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบพรรคเดียว ได้จำนวน สส.เกินกึ่งหนึ่งถึง 265 คน นับเป็นความสง่างามทางการเมืองในระบบรัฐสภาที่มิอาจปฏิเสธได้ ดังนั้นนโยบายหลายๆ นโยบายที่พรรคเพื่อไทยใช้หาเสียงในช่วงรณรงค์เลือกตั้ง จึงเป็นที่น่าจับตามองของสังคมไทยโดยรวมว่าจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน หลังจากที่เกทับบลัฟกันแหลกทางนโยบาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “นโยบายประชานิยม” แทบจะล้วนๆ
แต่ถ้าจะพิจารณาภาพรวมทั้งหมดของนโยบายส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองแล้วจะเป็นนโยบายการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและทางสังคมเป็นหลัก โดยนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมกลับแทบไม่ปรากฏให้เห็นกันเลย อาจจะเป็นเพราะถือว่านโยบายด้านสิ่งแวดล้อม “กินไม่ได้” ไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดใจให้ชาวบ้านตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งให้ตนเองหรือพรรคได้นั่นเอง
แต่หารู้ไม่ว่า “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” นั้นสามารถสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้เหมือนกัน ดังกรณีวิกฤตการณ์มาบตาพุดตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ที่ทำเอานักลงทุน และหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง พลิกตำราหาประเด็นแก้ไขปัญหากันแทบไม่เป็นอันกินอันนอนกัน
แต่ดูเหมือนว่าวิกฤตการณ์ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถสร้างบทเรียนให้กับรัฐบาล ข้าราชการ และนักการเมืองได้มากนัก เพราะนโยบายและการกระทำของรัฐบาลพยายามที่จะท้าทายสิทธิชุมชนหรือสิทธิสิ่งแวดล้อมที่รัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติให้การคุ้มครองสิทธิของประชาชนไว้ทันทีที่รัฐธรรมนูญประกาศบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2550 เป็นต้นมา ในรูปแบบของนโยบายประชานิยมหลายประการ อาทิ
นโยบายลดการเก็บภาษีน้ำมัน ซึ่งพบว่าส่งผลให้พฤติกรรมในการใช้น้ำมันของผู้ใช้ยานยนต์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น คิดเป็นภาพรวมทั้งสิ้น 71.23 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลให้มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นในบรรยากาศเพิ่มขึ้น 6,014 ตันต่อวัน หรือ 2.2 ล้านตันต่อปี ทั้งนี้เมื่อนำตัวเลขมาคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ที่จดทะเบียนในปี 2553 มีจำนวน 28,484,829 คัน มีการใช้น้ำมันทั้งสิ้น 25,897 ล้านลิตรต่อปีนั้น คิดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถ 28.4 ล้านคัน สูงถึง 67 ล้านตันต่อปี
นอกจากนั้น นโยบายคืนภาษีรถคันแรกของรัฐบาล คาดว่าจะมีรถใหม่เพิ่มขึ้นบนท้องถนนกว่า 5 แสนคัน ก็เท่ากับว่าจะทำให้ก๊าซเรือนกระจกสูงมากกว่า 1,212,165 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือราว 3,221 ตันต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกินความจำเป็นมาก ที่สำคัญยังสวนทางกับทิศทางของสังคมโลกที่พยายามลดโลกร้อน และประเทศไทยก็จะกลายเป็นชาติที่ปล่อยก๊าซโลกร้อนสูงขึ้น จนอาจถูกประณามจากสังคมโลกและอาจถูกใช้มาตรการกีดกันทางการค้าตามมามากมายแน่นอน
ปัจจุบันประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกอัตราส่วน 350 ล้านตันต่อปี และปล่อยเป็นอันดับที่ 25 ของโลก และมีแนวโน้มจะปล่อยมากขึ้น ถ้าผลคำนวณระบุว่านโยบายนี้จะมีก๊าซเรือนกระจกเพิ่มถึงกว่า 2 ล้านตันต่อปี ดังนั้นถ้าคิดง่ายๆ ประเทศไทยต้องปลูกป่าเพิ่มขึ้นอีก 4 ล้านไร่ ขณะที่ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยประกาศในเวทีโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ว่าในปี 2020 หรือ 2563 ไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 2025% นั่นแสดงว่านโยบายส่งเสริมรถคันแรกและลดภาษีน้ำมันอาจทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องกลับมาทบทวนถึงมาตรการดังกล่าวใหม่อีกครั้งว่าควรจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่
นอกจากนโยบายรถคันแรกและการลดภาษีน้ำมันแล้ว นโยบายถมทะเลสร้างเมืองใหม่ก็เป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การสร้างความขัดแย้งที่อาจสั่นคลอนสถานะของรัฐบาลได้ไม่ยากนักหากรัฐบาลยังคงดื้อที่จะเดินหน้านโยบายนี้ต่อไป แม้ตัวแทนของรัฐบาลพยายามจะโฆษณาชวนเชื่อว่าหากดำเนินนโยบายดังกล่าวจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มของที่ดินและสร้างงานให้กับประเทศได้มากมายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาทก็ตาม แต่หลังจากที่มีการคัดค้านจากหลายภาคส่วนอย่างหนักทำให้นายกรัฐมนตรีเลี่ยง เป็นแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและจัดทำรายละเอียดการดำเนินงานนโยบายนี้แทน เพื่อพยายามซื้อเวลาหรือเพื่อไม่ให้เสียหน้าคนที่เป็นต้นคิดนโยบายที่อยู่นอกประเทศนั่นเอง
ขณะนี้รัฐบาลกำลังหลงระเริงกับการผลักดันนโยบายประชานิยมใหม่ๆ ออกมาอยู่เรื่อยๆ ทุกสัปดาห์ โดยไม่ได้หันไปมองหรือกลับไปทบทวนปัญหาในอดีตที่มันพอกพูนสะสมปัญหามาอย่างยาวนานหลายรัฐบาลไม่ โดยเฉพาะปัญหาการจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่มีผลมาจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลในการไม่ดำเนินการให้ครบถ้วน หรือให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง โดยเฉพาะการหักด้ามพร้าด้วยเข่าในการไม่รับรองหรือไม่ยืนยันให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พ.ศ. ... ที่คณะกรรมการ 4 ฝ่าย และภาคประชาชน พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง
เรื่องดังกล่าวเป็นการท้าทายองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรชาวบ้านอย่างจงใจ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีมาตรการตอบโต้อย่างสาสมออกมาจากภาคประชาสังคมในเร็วๆ นี้ผ่านกระบวนการทางศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้เป็นข้อยุติว่ากฎหมายแม่บทของประเทศกับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใครจะอยู่เหนือกว่ากัน และแน่นอนว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้คือผู้ประกอบการต่างๆ รวมทั้งภาคประชาชน แต่จะทำไงได้ในเมื่อรัฐบาลเลือกที่จะแต่งตั้งรัฐมนตรีประเภทนี้มาทำหน้าที่นี้แทน
นอกจากนั้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศขณะนี้ก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนาที่มีผลมาจากนโยบายของรัฐบาลหลายรัฐบาลที่ผ่านมา และในสถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็มิได้ให้ความสนใจต่อการจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังนี้เลย จนนำไปสู่ขบวนการต่อต้านหรือคัดค้านภาคประชาชนทั้งแผ่นดิน เช่น การต่อต้านโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ห้วยยาง ประจวบคีรีขันธ์ ที่เชียงราย ที่อุบลราชธานี ที่ลำปาง ฯลฯ การต่อต้านโครงการทำเหมืองถ่านหินที่เวียงแหง ลำปาง การต่อต้านโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้ โครงการแลนด์บริดจ์ โครงการท่าเรือปากบาราที่สตูล โครงการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย การต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งในสุราษฎร์ธานี ชุมพร จันทบุรี อุบลราชธานี นครสวรรค์ การต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่นครศรีธรรมราช ที่เขาหินซ้อน ฉะเชิงเทรา การต่อต้านโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อยุธยา การต่อต้านการย้ายโรงงานยาสูบไปที่อยุธยา การต่อต้านโรงงานถ่านหินที่สมุทรสาคร การต่อต้านการขยายนิคมอุตสาหกรรมบ้านค่าย ระยอง การต่อต้านการทำเหมืองแร่สังกะสีที่แม่สอด แม่ตาว การต่อต้านการทำเหมืองทองคำที่พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และ จ.เลย การต่อต้านการทำเหมืองแร่โพแทสที่อุดรธานี รวมทั้งการต่อต้านเขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ ที่พยายามโฆษณาชวนเชื่อมากมาย เป็นต้น
เมื่อรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญต่อสิทธิชุมชน และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายแม่บทของประเทศ ผ่านกระบวนการทางนโยบาย ก็แน่นอนว่าภาคประชาชน ก็ต้องพยายามหาทางออกของตนเองให้จงได้ แม้รัฐบาลจะเขียนนโยบายไว้สวยหรูเพียงใดในการแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 ส.ค. และประกาศต่อแผนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2555-2558 เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมาเพียงใดก็ตาม เพราะหนทางเดียวที่ประชาชนจะพึ่งพาและรักษาสิทธิของตนเองได้ นั่นคือ กระบวนการทางศาลเท่านั้น...ไม่เชื่อก็ตามดูกันต่อไป...
&<2288;







