
ตีโจทย์ให้ถูก
รัฐประหารเดือน ก.ย. 2549 และวิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาลชุดต่างๆ ที่ตามมาหลังจากนั้น
รัฐประหารเดือน ก.ย. 2549 และวิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาลชุดต่างๆ ที่ตามมาหลังจากนั้น
โดย..ศุภมิตร ปิติพัฒน์
คืออาการบ่งบอกว่าระบอบการเมืองไทยมีปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่ตกเกี่ยวกับการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมืองอย่างเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปของประชาชน
ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ และการก่อตัวจัดตั้งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างสี ที่ระดมประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างกว้างขวาง สร้างผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบอบการเมืองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งยังนำไปสู่ความแตกแยกและการใช้ความรุนแรง
จากปัญหาเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี กลายเป็นปัญหาความชอบธรรมของรัฐบาล และขยายกลายเป็นรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาล
จากการล้มรัฐบาลด้วยวิถีทางนอกกระบวนการประชาธิปไตย กลายเป็นปัญหาความชอบธรรมของระบอบการเมือง และขยายกลายเป็นวิกฤตของรัฐ ของชาติ ของสังคมไทย
ในการคิดหาทางออกจากวิกฤต ปัญญาชนไทยตั้งประเด็นให้คิดว่าต้องเริ่มต้นที่การหาว่าอะไรคือปัญหาใจกลางของวิกฤตดังกล่าว พร้อมกับนำเสนอแนวทางการคลี่คลายปัญหาต่างๆ กัน รวมทั้งการออกมาผลักดันให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาใจกลางนี้ให้ตก
อย่างไรก็ดี มีผู้ทักท้วงด้วยความเป็นห่วงว่าการเพ่งเล็งไปที่การค้นหาว่าอะไรคือปัญหาใจกลางเกี่ยวกับอำนาจรัฐ และมุ่งกระโจนเข้าสู่การแก้ไขปัญหานั้น แทนที่จะแก้ไขได้ อาจกลับทำให้สังคมไทยติดหล่มจมลึกอยู่ในวังวนของความขัดแย้งยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคิดจะใช้วิธีการแก้ปัญหาที่มุ่งสร้างความสั่นสะเทือนต่อรากฐานของโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ของรัฐและระบอบการเมือง อันทำให้ความขัดแย้งยกไปสู่ระดับที่ไขไม่ออกด้วยการประนีประนอม นอกจากการใช้กำลังมากยิ่งขึ้น ทั้งในนามของการรักษาความมั่นคงและในนามของการต่อสู้เพื่อเรียกหาสิทธิเสรีภาพ
ผู้ที่เป็นห่วงในเรื่องนี้เห็นว่าการหาทางเข้าใจเงื่อนปมของปัญหาใจกลางเกี่ยวกับอำนาจรัฐว่ามันถูกผูกไว้อย่างไร เป็นเรื่องดี แต่การเข้าไปแก้หรือคิดตัดปมนั้นตามความเข้าใจของตนโดยไม่คำนึงถึงผลข้างเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้เพื่อหาทางเร่งนำสถานภาพเดิมกลับคืนมา หรือหาทางลบลดอำนาจเดิมไปจนถึงการตัดกันแบบขุดโค่นจนถึงราก การแก้แบบนั้นมีความเสี่ยงที่จะปลุกพลังเชิงลบในสังคมขึ้นมาห้ำหั่นกัน
ได้จะคุ้มเสียหรือมิได้หมายความว่าไม่มีอะไรให้ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลย
ทว่าก่อนแก้ไขสิ่งที่เห็นว่าเป็นปัญหา น่าลองนำปัญหานั้นมาพิจารณาในบริบทที่กว้างขึ้น ด้วยการเปลี่ยนหรือขยับขยายมุมมองออกไปจากจุดเดิม
ถ้าเราบวกปัญหาการขาดหลักนิติธรรม กับปัญหาสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยเข้าด้วยกัน ก็คงได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นคำตอบชุดหนึ่งว่าอะไรคือปัญหาใจกลางของเรื่อง
แต่ถ้าบวกปัญหาใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปในปัญหาคลาสสิกของการพัฒนาประชาธิปไตยเสรีนิยมข้างต้น เช่น ปัญหาสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร ปัญหาการขาดดุลประชาธิปไตยและอัตตาณัติของรัฐที่ลดลงในบริบทโลกาภิวัตน์ ปัญหาสิทธิพื้นฐานของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ใช่ประชาชน สิทธิของคนรุ่นต่อไปที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมและชีวาลัยที่สมบูรณ์ทัดเทียมกับคนรุ่นปัจจุบัน โอกาสของสัตว์ป่าสัตว์น้ำและพืชพรรณที่จะดำรงคงอยู่ในความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ ฯลฯ
ก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นโจทย์ของการพัฒนาการเมืองอีกแบบหนึ่ง ที่น่าจะช่วยกำหนดพันธกิจและบทบาทใหม่ของรัฐให้สามารถรับมือกับอนาคตได้ดีขึ้น
เป็นโจทย์และคำตอบที่มาจากการประมวลปัญหาภายในและเงื่อนไขที่เป็นอยู่ของเราเอง วิธีการที่ประเทศอื่นเขาใช้ในการแก้ปัญหาภายในจากสภาพเงื่อนไขของเขาอาจนำมาเป็นแนวเทียบเคียงได้ แต่ถ้าคิดจะยกมาใช้เหมือนกันเลย ก็คงต้องถามด้วยว่าปัญหาของเรา เมื่อเทียบเคียงกับของเขาแล้ว เหมือนกันแค่ไหน เงื่อนไขและเหตุปัจจัยรองรับความสำเร็จที่เทียบเคียงกับของเขาเรามีหรือไม่
ถ้าเทียบเคียงผิด วิธีการแบบเดียวกันอาจนำไปสู่พลวัตและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน และไหนๆ คิดจะตั้งตัวเป็นพระผู้สร้างมาแก้ไขการจัดอำนาจรัฐกันทั้งที ก็ควรพิจารณาว่าจะใช้คุณค่าชุดไหน เป้าหมายทางสังคมแบบใด มาเป็นหลักเหตุผลในการกำกับการใช้อำนาจและบทบาทภารกิจในอนาคตข้างหน้าของรัฐ หลักการและเหตุผลที่ผลิตขึ้นมาในศตวรรษที่ 1719 จะเพียงพอเหมาะสมหรือไม่ต่อสถานการณ์ของศตวรรษที่ 21
รวมทั้งร่วมกันเฝ้าระวังว่าในการแสวงหาและถางหนทางไปสู่การบรรลุถึงคุณค่าและหลักการที่พึงปรารถนา จะไม่เกิดเงื่อนไขและสภาพเสี่ยงที่ทำให้ประชาชนต้องมารับบทเป็นสตันต์แมนแทนตัวแสดงเอกทั้งหลายโดยไม่จำเป็น
จึงขอสะท้อนความเป็นห่วงมาด้วยความเคารพ
(ส่วนหนึ่งของงานวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2555 ความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง “การพัฒนาระบอบการเมืองประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” (HS1068A) สนับสนุนโดย สกอ. ตุลาคม 2554-กันยายน 2555)







