
ส่งออกยังไหลลื่นไม่ตื่นกระแสตุนดอลลาร์
ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
กล่าวว่า การขาดสภาพคล่องของเงินเหรียญสหรัฐในตลาดขณะนี้นั้น เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ภาพรวมไม่ถึงกับทำให้ตลาดเกิดขาดสภาพคล่องจนมีนัยสำคัญ แต่ปริมาณเงินลดอาจน้อยลงบ้าง และจะเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องในช่วง 23 วันซึ่งส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนหันมาถือเงินสดมากขึ้น เพื่อความมั่นใจและลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกผันผวน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติในเวลาที่เกิดปัญหาขึ้น
“เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพราะการถือครองเงินสดเป็นเวลานานก็จะมีความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของค่าเงินเช่นเดียวกัน ทำให้สุดท้ายนักลงทุนก็ต้องนำเงินไปลงทุนต่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเพิ่มผลตอบแทน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการค้าแต่อย่างใด โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก” ธนิต กล่าว
ขณะที่ พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า การขาดสภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐในประเทศ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก เพราะการถือครองรูปเงินเหรียญสหรัฐเอาไว้ เป็นไปตามกลไกตลาดที่ภาคธุรกิจจะประเมินอัตราแลกเปลี่ยน และการถือครองก็ไม่ได้เป็นจำนวนมากจนเกิดภาวะผิดปกติ โดยมองว่าผู้ส่งออกคงไม่ได้ถือครองในรูปเงินเหรียญสหรัฐไว้ในมือ แต่เป็นการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าในช่วงที่รับคำสั่งซื้อสินค้ากับลูกค้ากันไว้แล้ว และยังมีการซื้อประกันความเสี่ยงกับทางธนาคารพาณิชย์ไว้ ถือเป็นการประกันความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นเงินเหรียญสหรัฐก็ยังอยู่ในระบบอยู่ดี
ด้าน ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ผู้ส่งออกคงไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดสภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐในขณะนี้ น่าจะเป็นผู้นำเข้าสินค้าที่มีปัญหามากกว่า เพราะภาคส่งออกยังทำการค้าขายได้ตามปกติ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นภาวะปกติ ปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ที่ 31 บาท/เหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงไป จึงน่าจะส่งผลดีกับผู้ส่งออก
สุพัฒน์ ศรีวรรณวิทย์ นายกสมาคมการค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนไทย กล่าวว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไม่ได้กังวลเรื่องการขาดสภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐในประเทศ เพราะหากรายใดที่มีเครดิต ธนาคารพาณิชย์ย่อมหาเงินให้กับลูกค้าธนาคารได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่กังวลคือต้นทุนเพิ่มขึ้น เช่น ค่าไฟฟ้า ต้นทุนวัตถุดิบสูง รวมถึงนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน 300 บาท/วันทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ยาก







