posttoday
อาเซียนกับหลักการไม่แทรกแซงกิจภายใน

อาเซียนกับหลักการไม่แทรกแซงกิจภายใน

29 กันยายน 2554

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา

โดย..ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ 

ได้แถลงการณ์เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2554 ตอบโต้ กษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ แปลเป็นไทยได้ความว่า “ฮุนเซนไม่ได้เข้าข้างพรรคเพื่อไทย หรือแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย เพียงแต่แสดงความยินดีที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากชัยชนะของพรรคเพื่อไทยทำให้การรุกรานกัมพูชายุติลง” และ “ภายใต้การบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ความสัมพันธ์กัมพูชาไทยอยู่ในสภาพที่ขมขื่นที่สุดในปี 2551-2552 และครั้งหลังสุดเมื่อเดือน ก.พ. และเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา (กัมพูชา) ต้องรองรับการรุกรานด้วยอาวุธจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

แถลงการณ์ย้ำอีกตอนหนึ่งว่า “กัมพูชาไม่เคยให้ที่หลบซ่อนแกนนำเสื้อแดง หรืออนุญาตให้กลุ่มใดใช้ดินแดนกัมพูชาต่อต้านประเทศไทย การกล่าวหาของกษิตที่ว่า แกนนำเสื้อแดงที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าก่อการจลาจลหลบซ่อนอยู่ในกัมพูชา โดยมีฮุนเซนเป็นผู้ช่วยเหลือนั้น ถือว่าเป็นการกล่าวหาไร้ข้อเท็จจริง แถลงการณ์อ้างว่าฮุนเซนไม่ได้ให้ที่หลบซ่อนแกนนำกลุ่มเสื้อแดง หากมีสิทธิเต็มที่ในการต้อนรับเพื่อนสนิทและยินดีต่อชัยชนะของพรรคเพื่อไทย รัฐบาลกัมพูชาทราบอย่างชัดเจนว่าจะต้องทำสิ่งใดเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของประชาชนกัมพูชา”

รัฐมนตรีต่างประเทศไทยคนปัจจุบันก็ได้ออกมาปกป้องเขมร โดยกล่าวว่า ตนไม่เห็นว่ากัมพูชาจะแทรกแซงกิจการภายในของไทยตามที่ฝ่ายค้านอ้าง สิ่งที่เขาพูดนั้น ถ้าเป็นรัฐบาลปัจจุบันละก็ใช่ แต่ไม่ใช่กับรัฐบาลชุดก่อนที่ผู้นำเขมรมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมืองในประเทศไทย

การที่ฮุนเซนพูดจาตอบโต้กับกษิต เป็นเรื่องปกติ ไม่มีความหมาย เพราะสองคนเป็นคู่อริกัน แต่เรื่องที่โฆษกเขมรอ้างว่า ฮุนเซนไม่ได้เข้าข้างพรรคเพื่อไทย เพียงแสดงความยินดีที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง นั้นเป็นเรื่องที่คนไทยรู้กันดีอยู่ว่าจริงเท็จอย่างไร เป็นความจริงที่ว่า “ช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลนั้น ความสัมพันธ์กัมพูชาไทยขมขื่นที่สุด” เพราะรัฐบาลฮุนเซนได้ทำทุกวิถีทางที่จะโค่นล้มรัฐบาลไทยขณะนั้นให้ได้

การที่พูดว่า “ฮุนเซนไม่เคยให้ที่หลบซ่อนแกนนำกลุ่มเสื้อแดง หรืออนุญาตให้กลุ่มใดใช้ดินแดนกัมพูชาต่อต้านประเทศไทย หากมีสิทธิเต็มที่ในการต้อนรับเพื่อนสนิท” เรื่องนี้คนไทยก็รู้ดี ถ้าเขมรไม่มีบุญคุณจริง แกนนำบางคนคงไม่คุกเข่าลงไหว้ฮุนเซนอย่างนอบน้อม

สิ่งที่ฮุนเซนทำนั้น ประเทศต่างๆ เรียกว่า “การแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น” อาเซียนถือว่าการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและร้ายแรงมาก ใน “สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ปี 2519 ซึ่งเป็นที่มาของ “อาเซียน” นั้น ได้กำหนด “หลักการพื้นฐาน” ว่า (ก) เคารพซึ่งกันและกันต่อเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน เอกลักษณ์ของชาติ (ข) สิทธิของทุกรัฐในการนำไปสู่การดำรงอยู่ของชาติ ปราศจากการแทรกแซง การบ่อนทำลาย และการบีบบังคับจากภายนอก (ค) ไม่แทรกแซงในกิจการภายในซึ่งกันและกัน (ง) แก้ไขความขัดแย้งและข้อพิพาทโดยสันติวิธี

ในกฎบัตรอาเซียน ว่าด้วย “หลักการ” ข้อ 2 (จ) ไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียน (ฉ) เคารพสิทธิของรัฐสมาชิกทุกรัฐในการธำรงประชาชาติของตนโดยปราศจากการแทรกแซง การบ่อนทำลาย และการบังคับจากภายนอก (ฎ) ละเว้นจากการมีส่วนร่วมในนโยบายหรือกิจกรรมใดๆ รวมถึงการใช้ดินแดนของตน ซึ่งดำเนินการโดยรัฐสมาชิกอาเซียน หรือรัฐที่มิใช่สมาชิกอาเซียน หรือผู้กระทำที่ไม่ใช่รัฐใดๆ ซึ่งคุกคามอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน หรือเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐอาเซียน

ผู้นำเขมรได้กระทำในสิ่งที่ขัดต่อเจตนารมณ์พื้นฐานของอาเซียนอย่างชัดเจนครบทุกข้อข้างต้น ในช่วงเวลาที่รัฐบาลชุดก่อนบริหารประเทศ

การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่รับผิดชอบในการเจรจากับกัมพูชานั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลสามารถทำได้ ซึ่งเป็นเพียง “ยุทธวิธี” หนึ่งซึ่งอาจเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี เป็นการเปลี่ยน “วิธีการ” เท่านั้น ต้องจำไว้ว่า “ผลประโยชน์ของชาติไม่เคยเปลี่ยน” ไม่ว่าจะเดินแนวไหน ทุกอย่างมี “ต้นทุน” มีได้มีเสีย มีผลประโยชน์ของชาติเป็นเดิมพัน ซึ่งมี “ราคา” สูงมาก เราเชื่อในความเป็น “มืออาชีพ” ของคนกระทรวงการต่างประเทศที่จะยืนหยัดรักษาผลประโยชน์ของชาติจนถึงที่สุด การทำงานครั้งนี้น่าจะง่ายกว่าสมัยรัฐบาลชุดก่อนมาก แต่ไม่ใช่เปลี่ยนคนเพื่อให้ไปสมยอมกับเขมร

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่