
ปฏิบัติการบิดเบี้ยว
อย่าเข้าใจผิดว่าผมกำลังพูดถึงรัฐบาลของเรา
อย่าเข้าใจผิดว่าผมกำลังพูดถึงรัฐบาลของเรา
โดย..อรุณ จิรชวาลา
วันนี้ขอข้ามน้ำข้ามทะเลไปวิเคราะห์มาตรการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด
มาตรการดังกล่าวมีชื่อว่า โอเปอเรชันทวิสต์ ซึ่งผมขอแปลเป็นภาษาไทยว่า ปฏิบัติการบิดเบี้ยว
ผมติดตามผลงานของประธานเฟด เบน เบอร์แนนคี มานาน และจนเดี๋ยวนี้ก็ยังเชื่อว่าเบอร์แนนคีเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางที่เก่งมาก เก่งกว่าเพื่อนร่วมสถาบันในประเทศอื่นๆ เกือบทั้งหมด และเก่งกว่าประธานเฟดคนก่อนๆบางคนอย่างเห็นได้ชัด
วิกฤตซับไพรม์เมื่อ 3-4 ปีก่อน หากไม่มีเบอร์แนนคีถือบังเหียนอยู่ เศรษฐกิจโลกอาจจะปั่นป่วนและตกต่ำรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นจริงเป็นอันมาก
แต่เก่งแค่ไหนก็เพี้ยนได้เหมือนกัน
ผมสังเกตเห็น เบอร์แนนคีเริ่มเพี้ยนมาเดือนกว่าแล้ว ตั้งแต่ออกมาประกาศจะคงดอกเบี้ยใกล้ศูนย์อย่างน้อยถึงกลางปี 2013 เพราะพูดแล้วไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไร มีแต่ทำให้ตลาดเกิดความระแวงมากขึ้น และขาดความมั่นใจยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องนี้อาจมีส่วนทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกไม่สดใสเท่าที่ควรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
มาครั้งนี้เฟดดูจะเพี้ยนหนักขึ้น เมื่อออกมาประกาศโอเปอเรชันทวิสต์
ก่อนอื่นต้องขอเล่าให้ฟังก่อนว่ามาตรการดังกล่าวคืออะไร
โอเปอเรชันทวิสต์ คือ การพยายามปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยไม่อัดฉีดเงินเพิ่มเข้ามาในระบบ สาเหตุที่ครั้งนี้ไม่อัดฉีดเงินใหม่ เป็นเพราะในการผ่อนปรนเชิงปริมาณ 2 ครั้งแรก หรือคิวอี 1 กับ 2 เฟดอัดฉีดเงินเข้ามาแล้วถึง 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจนเดี๋ยวนี้ก็ยังคงค้างอยู่ในระบบ ยังไม่ถูกดูดซับกลับออกไป การจะอัดฉีดเพิ่มอีกจึงมีแรงต่อต้านจากหลายๆ ฝ่าย
แต่เฟดยังเห็นความจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะกลับสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่ง จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่รุมเร้า
ปัจจัยภายในคือตลาดที่อยู่อาศัยและตลาดแรงงานที่ยังไม่ฟื้นเท่าที่ควร ส่วนปัจจัยภายนอกที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินในยุโรป
วิธีที่จะใช้ในครั้งนี้คือ การขายพันธบัตรระยะสั้นที่เฟดถืออยู่ เปลี่ยนไปซื้อพันธบัตรระยะยาวมาถือแทน ในวงเงิน 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกดดอกเบี้ยระยะยาวให้ต่ำลงมาใกล้เคียงกับดอกเบี้ยระยะสั้นยิ่งขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกู้ยืม ทั้งสำหรับรายย่อยเพื่อลงทุนซื้อที่อยู่อาศัย และสำหรับธุรกิจเพื่อให้ขยายการค้าและการลงทุน
ที่ผมบอกว่าเฟดเพี้ยน ก็เพราะดอกเบี้ยระยะยาวแต่เดิมก็อยู่ในระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการอยู่แล้ว กดลงไปอีกก็คงได้ไม่เท่าไร
ผลจริงที่เกิดกับตลาดทุนตรงกันข้ามกับความคาดหวังของเฟดอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ เมื่อบวกกับความกังวลเรื่องยุโรป ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ทรุดตัวลงค่อนข้างแรง รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ของเราด้วยที่ดัชนีดิ่งเหวกว่า 100 จุด ในช่วงปลายและต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
สาเหตุที่โอเปอเรชันทวิสต์ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในเชิงลบน่าจะมีด้วยกัน 2 ประการ คือ
หนึ่ง เฟดกับเบอร์แนนคีสูญเสียความน่าเชื่อถือ ประกาศมาตรการที่ขาดน้ำหนัก ถ้าทำได้แค่นี้ ไม่ทำอะไรเลยจะดีกว่า
สอง ตลาดเกิดความระแวงว่า เศรษฐกิจอาจมีปัญหามากกว่าที่คิด เฟดจึงหน้ามืด คว้าอะไรได้ก็คว้าไว้ก่อน
มีโพลสำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่ง ปรากฏว่าไม่มีแม้แต่คนเดียวที่คิดว่ามาตรการนี้จะได้ผล กว่า 60% เชื่อว่าจะไม่ช่วยลดปัญหาการว่างงานแม้แต่น้อย และมีถึง 15% ที่เชื่อว่าจะให้โทษมากกว่าให้คุณ
ความจริงโอเปอเรชันทวิสต์ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก เฟดในอดีตเคยทดลองใช้มาครั้งหนึ่งเมื่อ 50 ปีก่อน แต่สมัยนั้นเก็บเป็นความลับ และไม่มีการประเมินผลอย่างเป็นระบบ แต่ก็เชื่อกันว่าไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงเลิกใช้ไปอย่างเงียบๆ
ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเบอร์แนนคีจึงนำกลับมาทดลองใช้อีก โดยจัดแถลงข่าวเป็นเรื่องใหญ่โต ซึ่งทำให้ตลาดผิดหวัง
ส่วนตัวผมมีความเห็นว่า หลังจากทำคิวอี 1 กับ 2 แล้ว เฟดไม่ควรจะทำอะไรเพิ่มอีก ควรจะอยู่เฉยรอดูผลพวงที่จะเกิดขึ้น
ธนาคารกลางไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่ยาวิเศษ จะได้แก้ไขได้ทุกปัญหา รักษาได้ทุกโรค ที่ทำมาก็มากพอแล้ว มากกว่านั้นผลที่ได้ก็จะยิ่งน้อยลงจนไม่คุ้มเสีย
เศรษฐกิจอาจจะยังไม่ฟื้นเท่าที่ควร แต่ก็ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว จะให้กลับไปกระฉับกระเฉงเหมือนเดิม เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนได้อย่างไร ในเมื่อบาดแผลมันลึกมาก ควรที่ให้เวลาเพื่อให้ประสานกันให้สนิท และให้รอยแผลเป็นจางลง
ปัญหาของยุโรปก็ใหญ่เกินกว่าที่สหรัฐหรือใครที่ไหนจะช่วยเหลือได้ ยุโรปจะต้องเขี่ยผงออกจากตาเอาเอง สิ่งที่ประเทศอื่นพึงระวังคือ อย่าให้ปัญหาของยุโรปกลายเป็นปัญหาของตนเองไปด้วย
พิสูจน์อย่างหนึ่งว่า นโยบายอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลของเบอร์แนนคีในอดีตเหมาะสมแล้วก็คือ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มีทีท่าจะรุนแรงในตอนต้น ได้ผ่อนคลายลงเหมือนที่เบอร์แนนคีคาดการณ์และยืนยันไว้ไม่มีผิด
จำได้ไหมครับที่เบอร์แนนคีเคยพูดไว้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่เห็นเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น
แม้แต่ตลาดทองคำที่มีการปั่นกระแสมาต่อเนื่องเป็นปีว่า เป็นสกุลเงินที่มั่นคงและปลอดภัยที่สุด และจะกลับมามีบทบาทและความสำคัญแทนเงินเหรียญสหรัฐที่นับวันจะเสื่อมค่า เรื่องนี้ก็มีข้อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่น่าจะจริง
ตลาดทองคำในขณะนี้อยู่ในสภาพไม่ต่างจากตลาดสินค้าชนิดอื่น คือ ราคาผันผวนทั้งขึ้นและลงได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ดังที่นักลงทุนในบ้านเราจำนวนไม่น้อยต้องเรียนรู้จากประสบการณ์อันน่าเจ็บปวดเมื่อลูกโป่งทองคำแตก







