
ไม่มีฟองสบู่ในทองคำ
ราคาทองคำ สินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนทั่วโลก พลิกทางดิ่งลงทันทีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ราคาทองคำ สินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนทั่วโลก พลิกทางดิ่งลงทันทีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย...ทีมข่าวหุ้นตลาดทุน
ราคาทองคำ สินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุนทั่วโลก พลิกทางดิ่งลงทันทีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาตรการ Operation Twist และวิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศกรีซที่หวั่นว่าจะลุกลามไปเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ทองคำถูกเทขายออกจำนวนมากเช่นเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นทั้งหุ้น น้ำมัน และโลหะเงิน เพื่อหันไปถือเงินดอลลาร์และพันธบัตรของสหรัฐอเมริกา
นักลงทุนบางรายขายทองคำออกมาเพื่อโปะขาดทุนจากตลาดหุ้นหรือเติมหลักประกัน
ปัญหาของกรีซที่ปะทุทำให้ค่าเงินยูโรอ่อน ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ชิงความเป็นหลุมหลบภัยคืนจากทองคำ
แล้วทองคำที่ขึ้นมาตลอด 2 ปีนี้เรียกว่าฟองสบู่หรือไม่ อนาคตทองคำจะชิงความเป็นหลุมหลบภัยมาจากเงินดอลลาร์ได้หรือไม่
คำตอบก็คือ ไม่ได้เกิดภาวะฟองสบู่ในทองคำ แต่ทองคำแค่เสียศูนย์ไปชั่วคราวเท่านั้น
“ทองคำมีสองสถานะ เป็นทั้งสินค้าโภคภัณฑ์ที่สามารถทำกำไรได้ กับเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย แต่ตอนนี้นักเก็งกำไรกำลังเทขายโภคภัณฑ์เพื่อไปหาดอลลาร์ที่แข็งค่า แต่วันใดดอลลาร์อ่อนตัวเพราะเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ดี เงินนั้นจะคืนมาใหม่” นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าว
ราคาทองคำเริ่มต้นปีนี้ที่ 1,420 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 2.012.02 หมื่นบาทต่อบาททองคำ เคยปรับขึ้นสูงสุดถึง 1,918 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อต้นเดือน ก.ย. บัดนี้ร่วงลงมาเหลือเพียง 1,650 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 2.4 หมื่นบาทต่อบาททองคำ
แล้วทิศทางจะเป็นเช่นไร
ผลจากความกลัวว่าโลกจะไม่ฟื้นอันมีชนวนจากสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้ทำให้ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกประกาศเพิ่มหลักประกันการซื้อขายสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์ส
เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ซีเอ็มอี กรุ๊ป ผู้นำตลาดอนุพันธ์ของโลกประกาศเพิ่มหลักประกันการซื้อขายสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์ส 20% จากเดิม 9,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ต่อ 1 สัญญาเป็น 1,100 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
การเพิ่มหลักประกันเป็นการส่งสัญญาณว่าตลาดมีความผันผวนและมีความเสี่ยงมากขึ้น
ส่งผลให้ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกปฏิบัติตาม
ส่วนตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) หรือ TFEX นั้น ไม่ต้องเป็นห่วง ประกาศเพิ่มหลักประกันมา 4 ครั้งแล้วในรอบ 2 เดือน
ส่งผลให้หลักประกันสัญญาซื้อขายโกลด์ ฟิวเจอร์สเพิ่มขึ้นเท่าตัว เทียบจากหลักประกันเดิมก่อนปรับครั้งแรกคือ จาก 4.65 หมื่นบาทต่อสัญญา เป็น 9.5 หมื่นบาทต่อสัญญาในปัจจุบัน
นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า การเพิ่มหลักประกันทำให้มีการซื้อขายน้อยลง เพราะต้องใช้ในการซื้อขายเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้บริษัทคลาสสิก ฟิวเจอร์ส ประกาศให้นักลงทุนที่ลองไว้หรือซื้อปิดสถานะหรือขายสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์สที่เคยซื้อไว้ออกไป และหากจะเข้ามาให้เปิดสถานะชอร์ตหรือขาย
ขณะที่บริษัท เอ็มทีเอส ฟิวเจอร์ส แนะนำให้นักลงทุนที่กู้เงินมาซื้อสัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์ส ปิดสถานะ แต่หากเป็นนักลงทุนระยะยาวให้ทยอยเข้าซื้อครั้งละ 10%
“เราเชื่อว่าราคาทองคำปลายปีนี้จะกลับไปอยู่ที่ 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 2.7 หมื่นบาทต่อบาททองคำ ดังนั้นราคาปัจจุบันยังทยอยซื้อได้ แต่คงไม่สามารถไปถึง 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ตามที่เคยคาดไว้เดิม” นพ.กฤชรัตน์ กล่าว
ขณะที่ “ธนรัชต์ พสวงศ์” กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส เชื่อว่าระยะยาวราคาทองคำมีแนวโน้มขึ้นมากกว่าลง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มถดถอย โดยจะต้องติดตามสองสถานการณ์หลักคือ วันที่ 29 ก.ย.นี้ ที่เยอรมนีจะลงคะแนนเสียงเพิ่มทุนให้กองทุนรักษาเสถียรภาพยุโรป และเดือน พ.ย. ประธานาธิบดีสหรัฐจะแถลงเรื่องลดค่าใช้จ่าย
หากไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ว่าเศรษฐกิจทั้งสองประเทศสำคัญนี้จะฟื้น จะทำให้ทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยแทนดอลลาร์สหรัฐอีกครั้งหนึ่ง
นอกจากนั้น ยังเชื่อว่ามาตรการ Operation Twist ที่สหรัฐตั้งใจขายพันธบัตรระยะสั้นซื้อพันธบัตรระยะยาวจะทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวลดลงและนักลงทุนจะหันมาถือทองคำแทนในที่สุด
“ผมแนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อได้ตอนนี้ เพราะราคาทองคำต่ำกว่า 1,750 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยคาดว่าทั้งปีราคาจะไปที่ 1,800 เหรียญสหรัฐ”
ทองคำจึงมีโอกาสกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยได้อีกครั้งในปีนี้...







